หลักธรรมนำชีวิตฉบับ “ป๊อด โมเดิร์นด็อก” ทุกสิ่งมีเกิดดับ – ก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป

345

ในวันที่ลมยังพัดจากเมื่อวาน​สิ่งที่ทรมานจะนานเพียงใด แค่ปล่อยให้กาลเวลาเยียวยา​จนฉันเข้าใจว่าสิ่งใด ผ่านมาแล้วก็ไป

ท่อนหนึ่งของเพลง “วันนี้เมื่อปีก่อน” ขับร้องโดย “ธนชัย อุชชิน” หรือ “ป๊อด โมเดิร์นด็อก” ที่เจ้าตัวเลือกมาขับร้องที่อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ในโอกาสมาแบ่งปันแนวคิดแห่งการใช้ชีวิต ของโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ประเทศไทย ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 24 ณ ตามปณิธานองค์กร

“ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

“สิ่งใดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป” คือสิ่งที่นักร้องหนุ่มค้นพบหลังจากศึกษาธรรมะจนเข้าใจว่า ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ที่เรายังทุกข์อยู่เพราะเราไม่ปล่อยวาง ยังเอาอารมณ์ไปยึดติดกับสิ่งนั้นๆ

“ความติดดี ติดเด่น ติดชนะ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นคนเรียนเก่งมาก จะสอบได้ที่ 1 ตลอด จนมาสมัยเรียน ป.4 ก่อนวันประกาศผลสอบหนึ่งวัน นอนไม่หลับเลย กังวลว่าวันพรุ่งนี้ผลสอบออกมาจะยังเป็นที่หนึ่งหรือไม่ พอมองย้อนกลับไปดูเด็กคนนั้น รู้สึกว่าน่าสงสารมาก ที่ต้องเป็นทุกข์กับเรื่องแบบนี้ ในอายุเพียงเท่านี้ แต่เพราะตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจ”

จุดเริ่มต้นการศึกษาธรรมะของนักร้องเสียงดีคนนี้เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนสวนกุหลาบ ได้ไปเดินเล่นท่าพระจันทร์ วัดมหาธาตุ ซื้อหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน แต่ก็ยังเป็นการศึกษาจากการอ่านไม่ได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ พอตอนออกอัลบั้มแรกประสบความสำเร็จ ก็ไปต่างประเทศตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากนั้น 2 ปี กลับมาออกอัลบั้มที่ 2 ก็เรียกได้ว่ายังได้รับการตอบรับที่ดี รอบนี้ตั้งใจว่าเมืองนอกไปมาแล้วก็จะไปเมืองในบ้าง จึงตัดสินใจไปเป็นพระป่า อยู่กับอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เมื่อปี 2541 เป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง ได้เรียนรู้เรื่องมากมาย โดยเฉพาะการฝึกสมาธิ แม้จะเป็นคนที่ฟุ้งซ่านได้ง่าย แต่ก็ยังได้เห็นความต่างระหว่างอารมณ์

“เราเป็นศิลปิน เราทำงานที่ใช้อารมณ์ อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เราใช้แต่อารมณ์ในการใช้ชีวิต ชนิดที่เรากับอารมณ์เป็นก้อนเดียวกัน เราไม่เข้าใจว่าทำไมเราตื่นมาตอนเช้าเราต้องหม่นหมอง จนกระทั่งศึกษาธรรมะไปได้เรื่อยๆ จึงได้เข้าใจว่าทุกอย่างเกิดได้ดับได้” ป๊อด โมเดิร์นด็อก กล่าว

หลังจากการบวชครั้งนั้น เขาก็ได้กลับมาทบทวนตัวเองว่าได้เข้าใจอะไร จนเป็นที่มาของอีกบทเพลงที่ชื่อสั้นๆ ว่า “มา” ซึ่งต่อมาไม่นานก็มีผู้สามารถถอดความนัยของบทเพลงนี้ได้ว่าเป็นการกล่าวถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อเห็น ทุกในเรื่องราว และรู้ ว่าทุกสิ่งต้องปวดร้าว

มา ทำให้ฉันมีความสุข ในโลกที่ไม่เคยหยุด และไม่เคยรู้มาก่อน

มา ทำให้ฉันมองดูใหม่ ลึกลงข้างในจิตใจ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน