พลังศรัทธา​”เซียน​แปะ​ โรงสี” สุดปัง​ขอพร​ ปลดหนี้​ ได้ด้วย “ผ้ายันต์​ฟ้า​ประทาน​พร”

1657

“ปุนเถ้ากงม่า” เจ้าพ่อ​วัดศาลเจ้า​

ชาวมอญ “รามัญ” อพยพ​เข้ามา​ในสยามในขณะนั้น​ โดย​มี​ พญา​เจ่งเป็น​หัวหน้า​ พระเจ้ากรุงธนบุรี​โปรดเกล้า​ฯ​ ให้สร้าง​บ้าน​เมือง​ที่​”สามโคก” ครั้นมาในสมัยพระ​บาทสมเด็จ​พระ​พุทธ​เลิศหล้า​นภาลัย​ รัชกาล​ที่​ 2​ ชาวมอญได้​อพยพ​เข้ามา​อีก​ จึงโปรด​เกล้า​ฯให้ตั้งบ้าน​เรือนอยู่ที่​สามโคก​ นนทบุรี​และ​เมือง​นครเขื่อน​ขันธ์​(อำเภอพระประแดง​จังหวัด​สมุทรปราการ)​

ชาวมอญที่เข้ามา​รุ่น​หลังนี้เรียก “มอญใหม่” ได้ก่อตั้ง​บ้านเรือนออกจากบ้านสามโคก​อยู่​ทั่วไป​สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา​รวมเป็นชุมนุมชนหมู่บ้าน​ชื่อเรือนวัดวาอาราม​ปรากฏ​เป็น​ภาษา​มอญโดยตั้งชื่อหมู่บ้าน​และวัด​ ให้​เหมือน​กับชื่อหมู่บ้าน​ในเมือง​เดิมของตน​ เพื่อให้​ผู้​อพยพ​ได้รวม​เป็น​พวก​เดียวกัน​ ไม่พลัดหลง​

รัชกาล​ที่ ​2​ ได้พระราชทานนามบ้านสามโคก​ใหม่ว่า “ปทุมธานี” และแต่งตั้ง ​”พระยาพิทักษ์​ทวยหาร” เป็น​เจ้า​เมือง​ พร้อมยกฐานะเป็น​หัวเมือง​ชั้นตรี​จัง​หวัด​ปทุมธานี​ก็เจริญ​รุ่งเรือง​ขึ้น​เป็น​ลำดับ

ตุ๊กตา​จรเข้แก้บนที่ประชาชน​มาขอพร​ เมื่อได้สมปรารถนา​แล้วจึงนำมาแก้บนและถือเป็นบริวารของเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า​

ในสมัยนั้นมีการสร้างบ้านและวัด​มักจะสร้าง​ตามริม​แม่​น้ำและใกล้เคียง​ในสมัยนั้นจะสัญจร​ทางน้ำ​ วัดศาลเจ้า​และวัดมะขาม​จึงติดกับ​แม่น้ำเป็น​วัดเก่าแก่ย่านเมือง​ปทุมธานี​ อยู่​ติด​ริมฝั่ง​แม่​น้ำเจ้าพระยา​และ​คลองเชียงราก​

วัดแห่ง​นี้​มีคำบอกเล่าแตกต่างกัน​ไป​ กล่าว​ว่า​สร้าง​ในปี​ พ.ศ.2330 เนื่องจาก​ตั้ง​อยู่บนปากคลอง​ศาล​เจ้า​จึงตั้ง​ชื่อ​ขึ้น​ตาม​ทำเล​ที่ตั้ง​ และได้รับพระราชทาน​วิสุงคามสีมา​เมื่อ​ประมาณ​ พ.ศ.2333 และ​อีกตำนาน​หนึ่ง​เล่า​ต่อกันมา”วัด​ศาลเจ้า” สร้าง​ปลาย​กรุงศรีอยุธยา​ โดยเจ้าน้อยมหาพรหม​ บุตร​เจ้าเมือง​เหนือ​ เป็น​ผู้มีวิชาไสยเวท​แก่กล้า​ ได้ล่องแพ​ จนมาถึง​วัดมะขามในและได้พบพระภิกษุ​เชื่อ​สายรามัญ​นาม”พระอาจารย์​รุ” ผู้​เป็น​ที่​เคารพ​เลื่อมใส​ศรัทธา​ของ​ชาว​บ้าน​ ทั้ง​สอง​ได้ลอง​วิชากัน​ เจ้าน้อยมหา​พรหม​เกิดความเคารพเลื่อมใส​ในวิทยาคมของอาจารย์​รุจึง​ขออนุญาต​สร้างวัดและศาลขึ้น​ตาม​วัตถุประสงค์​ที่​ตั้งใจ​ แล้ว​ยัง​ตั้ชื่อ​ว่า”วัด​ศาลเจ้า” คาดว่ามาจาก” ศาล”ที่เจ้าน้อยสร้างขึ้น​ถวาย​”เจ้า” คือคำนำหน้าชื่อเจ้าน้อยมหาพรหม​ ​นำมารวมกันว่า”วัดศาลเจ้า”

ผ้า​ยันต์​ฟ้าประทาน​พร​ เป็นผ้ายันต์​ที่มีความศักดิ์สิทธิ์​และเป็นของที่ใครต้องการมีไว้บูชา​

วัดศาลเจ้า​ ตั้ง​อยู่​ริม​แม่​น้ำเจ้าพระยา​ กระแส​น้ำเชี่ยวและเป็นวังวล มีศาลเจ้า​ไม้เล็ก​ๆอยู่​(ตามประวัติ​ศาลเจ้า​พ่อ​วัดศาลเจ้า)​ชาวบ้าน​เรียกว่า​”ศาล​เจ้าพ่อ​ปู่” ชาวจีนเรียก​”ปึงเถ้ากงม่า”

แปะ​ โรงสี​ เมื่อมีเวลาจะมาบูรณะและคลุกคลี​อยู่ที่ศาลเจ้า​ ช่วง​คมนาคม​ยัง​ไม่​สะดวก​ ส่วน​ใหญ่​จะใช้ทาง​น้ำสัญจร​ไปมา​การบูรณะเป็นไปด้วยความยากลำบาก​ แต่ท่านได้ดำเนินการอย่างไม่หยุดหย่อนและได้ใช้​การพายเรือไปช่วยเหลือคนตามสถานที่​ต่าง​ๆ​ จึงมีผู้มีจิตศรัทธา​ช่วยเหลือ​ท่าน​บูรณะ​ศาลเจ้าพ่อศาลเล็กๆริมน้ำมา​เป็น​ศาลเจ้า​ที่เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่​นอกจากการบูรณะศาลเจ้ายังได้กำหนดการจัดงาน​ประจำปีของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า​เป็นวันขึ้น 5 ค่ำ​ เดือน ​1 ​ถึง​วันขึ้น 8 ค่ำ​ เดือน​ 1​ ทาง​ชาวจีนเรียกช่วงนี้ว่า”เจียง่วย ชิวโหงว ถึง​ เจี่ยวง่วย​ ชิวโป้ย” และถือเป็น​ประเพณี

เซียน​แปะ​ โรงสี​ ประดิษฐ์​ฐานอยู่ที่ศาลวัดศาลเจ้า

ประวัติ​ เซียน​แปะ​ โรงสี​ จากคำบอกเล่า​ของ​ลูก​หลาน​และศิษย์​ นามของ​ท่าน​ กิมเคย​ แซ่โง้ว เกิด​ที่ประเทศ​จีน​ ตำบลเท้งไฮ้ เข้ามา​ประเทศไทย​ตั้งแต่เด็กอายุ​ประมาณ​10ขวบ​ เติบใหญ่​เป็น​หนุ่ม​เริ่มที่จะ​ประกอบอาชีพ​ก็ได้รับจ้าง​ทั่วไป​รวมทั้ง​ค้าขาย​ข้าว​เปลือก​ กิจการการค้าข้าวเปลือก​ดีขึ้น​ จึงได้รวบรวม​หุ้น​ทำธุระกิจ​การโรงสีที่ปากคลองโพธิ์ล่าง​ ปัจจุบัน​เป็น​ตำบลบางเดื่อ​ จังหวัด​ปทุมธานี​ และอายุประมาณ ​22 ปี​ ได้สมรสกับนวล​ศรี​ เอี่ยมเข่ง​ มีบุตรด้วย​กัน 10 คน​

ต่อ​มาได้ย้ายมาปากคลองเชียงรากประกอบกิจการ​โรงสี​ เยื้อง​ๆกับวัดศาลเจ้า​ โรงสีตั้งอยู่บนตำบลบางกะดีในนามของ”โรงสีไฟทองศิริ” และได้โอนสัญชาติ​เป็นคนไทย​ พร้อมเปลี่ยนชื่อ​เป็น​”นที​ ทองศิริ” กิจการโรงสี​ธุระกิจดีขึ้นตามลำดับ​ และมั่นคง​ เป็น​ที่​รู้จัก​ของคนทั่วไป​ ขนานนามให้ท่านว่า”เถ้าแก่​กิมเคย” หรือ “แปะกิมเคย” ถึงแม้ท่านเป็นคนจีนดั้งเดิม​แต่ก็ชอบเคี้ยว​หมากพลูเช่นคนไทย​ เมื่อ​อายุ​มาก​ขึ้น​ร่างกายผ่ายผอม​ หลัง​โค้ง​งอ​ ท่านยังช่วยเหลือ​ชี้​แนะให้​แก่​บรรดา​ลูก​ศิษย์​และผู้คนทั่วไปโดย​ไม่​เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย​เช่นที่เคยปฎิบัติอย่าง​เสมอ​ต้น​เสมอ​ปลาย​ จนเป็นที่เคารพของบรรดาศิษย์​ จนกระทั่ง​อายุ 85 ปี​ เมื่อปลายปี​ พ.ศ.2525 ท่าน​เริ่มมีอาการอ่อนเพลียต้องเข้าโรงพยาบาลเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล​จนถึงเวลา 05.30 น.​ ของเช้าวันที่ 16​ มกราคม​ พ.ศ.2526 ได้จบชีวิต​ลงหลังเสร็จ​พิธี​งาน​ศพ​ ศิษย์และครอบครัว​ ได้​ทำการ​ก่อสร้าง​ศาลาเอนกประสงค์​ไว้หลังศาล​เจ้าพ่อวัดศาลเจ้า​ ใช้​ชื่อว่า​”ศาลานที ทองศิริ” พร้อม​สร้าง​รูป​ปั้นและตั้งรูปปั้น​จำลองขนาด​เท่า​องค์​จริง​เพื่อ​ไว้ให้เป็นที่สัการะและเป็นที่พึ่ง​ทางใจ

เซียน​แปะ​ โรงสี​ เชื่อ​กัน​ว่าท่าน​มีองค์​ประทับ​อยู่​ ก็คือ​ เจ้า​พ่อปู่ของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า​ โดยงานประจำปีท่านจะจุดเทียน​เพื่อ​ปัดเป่า​ลมฝน​ ซึ่ง​ฝนจะไม่ตกและท้องฟ้าแจ่มใส​ อาจารย์​โง้วกิม หรือ​ เซียน​แปะ​ ท่านมีลูก​ศิษย์​มากมาย​โดยเฉพาะ​ในหมู่​พ่อค้า​ บรรดา​ผู้​คนจาก​ที่​ต่าง​ๆทั้ง​ใน​และ​ต่างประเทศ​พากันมาหาเพื่อ​ขอ​คำแนะ​นำเกี่ยวกับ​ฮวงจุ้ย​​และ​ทำเลที่ตั้ง​ ซึ่งท่านจะชี้แนะก็จะประสพผลสำเร็จ กิจการ​รุ่งเรือง​ เซียน​แปะ​ โรงสี​ท่านมีผ้ายันต์​ประจำตัว​ คือ​ “ยันต์​ฟ้า​ประทาน​พร” กล่าว​กัน​ว่าผู้​ใดพกพา​หรือ​ติดตั้งอยู่ในสถานที่​ใดจะพบแต่ความเจริญ​รุ่งเรือง​นำพา​ โชค​ลาภเงิน​ทองรวมถึง​สามารถ​ใช้​แก้ฮวงจุ้ย​เสริมดวง​

ประชา​เดินทาง​มากราบไหว้​ขอพร​ต่อ”เซียน​แปะ​ โรงสี” ที่วัดศาลเจ้า​

นอกจากนี้​ยัง​ขึ้น​ชื่อ​ทาง​ด้าน​กัน​ไฟและสิ่งไม่ดีทุกชนิด​ ผู้​คน​ส่วนใหญ่​นิยม​มาขอพรเรื่อง​การงาน​การเงิน​ ทำธุรกิจ​การค้า​ให้​เจริญ​รุ่งเรือง​ เมื่อได้สมปรารถนา​แล้ว​จะนำผลไม้​ของไหว้มงคล​ต่างๆ​ รวมถึงหุ่นจระเข้มาถวายเพื่อแก้ตามที่ได้เคยขอไว้แล้วประสบความสําเร็จ​และถวายเพื่อ​ความ​เป็น​สิริมงคล

เรื่อง​/ภาพ​ โดย​ พรหม​พิริยะ​ จันทร์​เพ็ญ​