ศรแดงสู้ภัยแล้งจัดประกวดปลูกพืชใช้น้ำน้อยลุ้นเงินรางวัลสุดเวอร์

242

วิกฤตภัยแล้งปี 2563 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรอย่างน้อย 20 จังหวัดรวม 5,297 หมู่บ้าน และวิกฤตภัยแล้งนี้อาจจะลากยาวไปถึงกลางปี บางพื้นที่นาข้าวหลายร้อยไร่ยืนต้นตายเพราะไม่มีน้ำ บางพื้นที่ภาครัฐได้ออกมาประกาศให้ชาวนางดการทำนาปรังและให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า การปรับตัวสำหรับเกษตรกรจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพื่อให้เอาตัวรอดผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งนี้ไปได้

นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไปบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง ผู้นำอันดับ 1 ด้านเมล็ดพันธุ์ผัก เปิดเผยว่า วิกฤตภัยแล้ง หรือที่เรียกว่า เอลณีโญ โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ถ้าหากจำกันได้ ในปี 2559 จะเป็นปีที่แล้งหนักมาก และปี 2563 วิกฤตภัยแล้งก็จะเวียนมาครบอีกรอบ โดยปีนี้ค่อนข้างที่จะรุนแรงมาก สาเหตุเพราะปริมาณฝนที่ตกปี 2562 น้อยกว่าปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมน้อย ส่วนปี 2563 ฝนตกล่าช้ากว่าปกติ 1 – 2 เดือน คือ จะเริ่มช่วง มิ.ย. – ก.ค. 2563 (ปกติแต่ละปีฝนจะเริ่มตก กลาง พ.ค.- ต.ค.)

วิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด

ขณะเดียวกัน ปี 2563 อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1 – 2 องศาหรือราว 40 กว่าองศา ส่งผลให้แหล่งน้ำต่าง ๆ เหือดแห้ง ทางบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ซึ่งตระหนักเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งนี้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวนา รองลงมาคือปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะว่าเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก ปริมาณ 1,100 ลบ.ม.ต่อไร่ต่อรอบการปลูก ใช้ระยะเวลาการปลูก 100-120 วัน

นายวิชัย กล่าวว่า จึงได้ริเริ่มทำโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ในช่วงภัยแล้ง” ขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชไร่ได้ ให้หันมาปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น โดยมีข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างข้าวกับพืชน้ำน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณน้ำที่ใช้ อายุเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น

ปลูกข้าว 1 ไร่ใช้ปริมาณน้ำถึง 1,100 ลบ.ม. แต่ถ้าปลูกพืชน้ำน้อย เช่น แตงกวา ข้าวโพด จะใช้ปริมาณน้ำแค่ 300 – 600 ลบ.ม. และข้าวต้องใช้เวลาถึง 3-4 เดือนถึงเก็บเกี่ยวได้ แต่พืชน้ำน้อยใช้ระยะเวลา 1-2 เดือนเท่านั้น

สำหรับพืชน้ำน้อยที่จะแนะนำกับสถานการมีทั้งหมด 7 ชนิดด้วยกันได้แก่
1. ข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์สวีทไวโอเล็ทและข้าวโพดหวาน พันธุ์จัมโบ้สวีท อัตราการใช้น้ำ 438 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 70 (วัน) สร้างรายได้ 16,000-17,000 (บาท)

2. ฟักทอง พันธุ์ข้าวตอก 573 และประกายเพชร อัตราการใช้น้ำ 616 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 75-90 (วัน)
สร้างรายได้ 24,000 (ลบ.ม./ไร่)

3. ถั่วฝักยาว พันธุ์ลำน้ำชี และลำน้ำพอง อัตราการใช้น้ำ 458 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 55-60 (วัน) สร้างรายได้ 60,000 (บาท)

4. แฟง พันธุ์สะพายเพชร อัตราการใช้น้ำ 551 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 60-65 (วัน) สร้างรายได้ 40,000 (บาท)

5. แตงกวา พันธุ์ธันเดอร์กรีน
อัตราการใช้น้ำ 660 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 30-32 (วัน)สร้างรายได้ 39,000 (บาท)

6. ผักใบ ผักบุ้ง พันธุ์ยอดไผ่ 9
อัตราการใช้น้ำ 300 (ลบ.ม/ไร่) ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 21 (วัน) สร้างรายได้ 43,200 (บาท)

7. พริกขี้หนู พันธุ์เพชรมงกุฏ
อัตราการใช้น้ำ 758 (ลบ.ม./ไร่) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150 (วัน) สร้างรายได้ 105,000 (บาท)

นายวิชัย กล่าวว่า ปีนี้ได้จัดกิจกรรมศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ในช่วงภัยแล้ง” โครงการ 2ในปี 2563 เพราะมองเห็นว่าหากให้คำแนะนำเรื่องเมล็ดพันธุ์และการปลูกพืชอย่างเดียวคงไม่พอ สิ่งสำคัญสำหรับพืชน้ำน้อยคือเรื่องการเรียนรู้เทคโนโลยีการใช้น้ำ วิธีการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น ระบบน้ำหยด สปริงเกอร์ ศรแดงใส่องค์ความรู้นี้เพิ่มเติมเข้าไปให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชน้ำน้อยให้ผลผลิตมีคุณภาพมากที่สุด

ที่สำคัญเมล็ดพันธุ์ศรแดงมีนโยบายเฟ้นหาสุดยอดเกษตรกรปลูกพืชน้ำน้อยซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับพืชน้ำน้อยที่บริษัทมอบให้ไปใช้จริง ๆจัดประกวดขึ้นมาโดยจะจัดขึ้นภาคละ 1 จุด ดังนี้

ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย อำเภอพญาเม็งราย ภาคอีสาน ที่จังหวัดนครราชสีมา ภาคใต้ตอนบน ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และภาคกลาง ที่จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับหลักเกณฑ์การประกวด
ต้องเป็นเกษตรกรที่ทำนา หรือปลูกพืชไร่อยู่ เจ้าหน้าที่ภาคสนามจะทำการคัดเลือกเกษตรกรขึ้นมาจำนวน 3 คน
เจ้าหน้าที่ภาคสนามให้ความรู้การปลูกพืชน้ำน้อยคือ ระบบน้ำหยด การคลุมแปลง การปลูกพืชน้ำน้อย ผ่านแปลงตัวอย่าง

ส่วนเกษตรกรต้องนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับแปลงของตนเอง โดยต้องใช้ 1.ระบบน้ำหยด 2.การคลุมแปลง 3.การปลูกพืชน้ำน้อยไปใช้ โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคสนามเป็นพี่เลี้ยง โดยค่าใช้จ่ายด้านระบบน้ำหยด การคลุมแปลง เมล็ดพันธุ์ บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้และเกณฑ์การพิจารณาจะดูว่าเกษตรกรได้นำสิ่งที่ให้ไป ไปใช้ประโยชน์เต็มที่หรือไม่
ปริมาณผลผลิตที่ได้ ความสวยงามตรงความต้องการของตลาดหรือไม่

นายวิชัย กล่าวว่าสำหรับของรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ
รางวัลที่ 1 ของรางวัลมูลค่ารวม 18,500 บาท รางวัลที่ 2 ของรางวัลมูลค่ารวม 12,000 บาท
รางวัลที่ 3 ของรางวัลมูลค่ารวม 6,500 บาท ซึ่งทั้ง 3 รางวัลนี้จะมีชุดระบบน้ำหยด เมล็ดพันธุ์ผัก ให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดการทำเกษตรต่อไปได้

ส่วนระยะเวลาการประกวด ได้กำหนดไว้ดังนี้

1-28 ก.พ. 2563 คัดเลือกเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการ
1-31 มี.ค. 2563 เกษตรกรปลูกพืชน้ำน้อยตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ
วันที่ 1-30 เม.ย. 2563 เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต
วันที่ 8 พ.ค. 2563 คณะกรรมการตัดสิน
วันที่ 15 พ.ค. 2563 ประกาศผลผ่านทางเพจเฟสบุค เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง

นายวิชัย กล่าวว่า ปลูกแล้วขายที่ไหนทางบริษัท ยินดีให้คำปรึกษา เพราะมีเครือข่ายกับทางพ่อค้า และแม่ค้าที่ขายผลผลิต บริษัทจะเป็นผู้ประสานให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด โทร. 0-2831-7777 , เฟสบุคเพจ เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง, Line: @sorndaengseed หรือที่ www.eastwestseed.com

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์ รายงาน