‘สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์’นักธุรกิจหัวใจพระ ยึด ‘สัจจะ’ เป็นแนวทางสู่ความสำเร็จ

310

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์

กว่า 16 ปี มาแล้วที่ “คลินิกเวชกรรมสุรัตน์” หรือที่รู้จักในชื่อ “คลินิกบาทเดียว” ย่านบางลำภู เปิดให้บริการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “สัจจะ” ที่ “สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์” นักธุรกิจหัวใจนักบุญมุ่งมั่นและจะยังคงทำต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ

“กำลังนั่งเป็นประธานประชุมอยู่ แล้วพี่ๆ โทรมาบอกว่าคุณแม่อยู่ไอซียู โรงพยาบาลกรุงเทพ โอกาสรอด แค่50% สิ่งแรกที่ทำคือลงไปจุดธูปตั้งจิตอธิษฐานหน้าศาลพระภูมิว่า ถ้าคุณแม่หายดีจะเปิดคลินิกรักษาฟรีไปตลอดชีวิต พอไปถึงก็จุดธูปไหว้ศาลพระภูมิโรงพยาบาลอธิษฐานเหมือนเดิมก่อนจะขึ้นไปดูคุณแม่ ปรากฎว่าคุณแม่อยู่ไอซียูแค่ 2 วัน ออกมาอยู่ห้องพักฟื้นอีก 1 วัน ก็กลับบ้านได้ เล่าให้คุณแม่ฟัง ท่านก็ว่าดีแล้วเพราะคนยากจนมีเยอะ เหมือนเป็นกำลังใจให้เราก็ลงมือทำเลย เริ่มดำเนินการได้เปิดคลินิกภายใน 1 เดือน” สุรัตน์เล่าถึงที่มาของคลินิกรักษาฟรี ในโอกาสมาร่วมแบ่งปันแนวทางการใช้ชีวิตในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 ณ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ตามปณิธานองค์กรที่ต้องการร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน

กว่าจะประสบความสำเร็จมีทรัพย์สิน มีธุรกิจที่มั่นคง สุรัตน์ได้เรียนรู้ที่จะล้ม เรียนรู้จากความผิดพลาดมาไม่น้อย จากเด็กวัย 15 ปี ลูกชายในครอบครัวค้าขาย ที่เห็นพ่อแม่เหนื่อยต้องขายรองเท้าทีละคู่ เป็นที่มาของการคิดอยากเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตกระเป๋า แม้จะต้องใช้ทุนสูงถึง 2 แสนบาทขณะนั้น ซึ่งคุณแม่เองก็ไม่ได้สนับสนุน ที่บ้านก็ไม่ได้มีเงิน แต่คุณพ่อก็ไปกู้เงินมาให้ ทุกๆ วันจะต้องตื่นตี 5 ขับรถคันเก่าๆ เอาวัสดุไปให้ตามโรงงานย่านตลาดพลู และรับเอากระเป๋าที่ทำสำเร็จแล้วกลับมา ก่อนจะไปโรงเรียน กิจการกระเป๋าของคุณสุรัตน์มีเซลล์ 3 คน แต่ทำได้เพียง 6 เดือนก็เจ๊ง เพราะขาดประสบการณ์ เซลล์เอาไปขายเป็นเงินสดแต่มาลงเป็นเครดิต บางครั้งลูกค้าตีเช็คมาก็ขึ้นเงินไม่ได้ พอมาเจอกับเหตุการณ์ห้างใหญ่ชื่อดังที่เอาของไปวางไฟไหม้ก็เก็บเงินไม่ได้เลย ทำให้ได้เรียนรู้หลัก “อิทธิบาท 4” คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ว่าแม้จะมีความรักในสิ่งที่ทำ มีความเพียรในสิ่งที่ทำ เอาใจใส่ในสิ่งที่ทำแล้ว แต่ก็ยังขาดความสอดส่องในเหตุผล ถือเป็นบทเรียนสำคัญ แต่ก็ยังส่งเสริมให้ลูกหลานกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ดี

หลังจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย คุณสุรัตน์ก็มาช่วยกิจการที่บ้านอย่างเต็มตัว โดยพัฒนาจากค้าปลีกเป็นค่าส่ง ด้วยเป็นช่วงเศรษฐกิจของประเทศดีมากๆ ประกอบกับที่ตั้งใหม่ของร้านได้ย้ายมาอยู่บางลำภูซึ่งเป็นย่านที่มีชาวต่างชาติแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจเติบโตก้าวหน้า แต่การประสบความสำเร็จได้นั้นไม่เพียงแค่มีโอกาสที่ดี สิ่งที่สุรัตน์ยึดมั่นเสมอมาคือ ”สัจจะ” ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

“แรกๆ เขาก็ซื้อคู่สองคู่ เพิ่มเป็น 10 คู่ 50 คู่ 100 คู่ จากเป็นโหล โตมาเป็นพัน จนเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราไม่ได้ผลิตเอง ก็ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่เราสัญญากับลูกค้าเลยว่าเราจะส่งสินค้าตามสเปค ลูกค้าติดใจเปิดแอลซีกับเรา เพราะเรารักษาคำพูด มีหลายครั้งที่มีปัญหา โรงงานผลิตมาไม่ตรง เราก็จะบอกกับลูกค้าตามจริง เราส่งออกไป 20 ประเทศ จนเปิดบริษัทส่งออกเพราะช่วงนั้นส่งออกดีมาก แต่สำคัญคือจะทำอะไรต้องมีสัจจะ เพราะที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏไม่ช้าก็เร็ว เราอาจจะหลอกเขาได้ครั้งสองครั้ง แต่ไม่ตลอดไป” สุรัตน์กล่าว

แม้ธุรกิจจะรุ่ง แต่ชีวิตแต่งงานครั้งแรกของสุรัตน์กลับตรงกันข้าม ถึงจะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ทว่าเจ้าตัวยอมรับว่า ความผิดพลาดของตนคือไม่เคยมีเวลาให้ที่บ้านเลย เพราะเอาแต่มุ่งอยู่กับการทำงาน ในวันที่ลูกทั้งสามเลือกจะอยู่กับอดีตภรรยาเป็นวันที่เขาเจ็บปวดหัวใจจนถึงขั้นเสียน้ำตา แต่ก็ยังคงทำหน้าที่พ่ออย่างเต็มที่เสมอมา

“สิ่งที่ผิดพลาดคือไม่ใส่ใจครอบครัว หากเรามีโอกาส เราไม่ใช่มองแต่เงิน เงินไม่ใช่พระเจ้า เงินให้เราได้ใช้ชีวิต แต่เราจะใช้เงินอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ทุกวันนี้สอนลูก อย่าเอาเงินสำคัญ เราไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้ หรือชาติหน้าหรือไม่ อย่าให้เงินมาอยู่เหนือสิ่งใด ถ้าเราทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้อื่นบ้าง เราจะมีความสุข มีเงินมากมายสุดท้ายต้องทิ้งอยู่ดี สิ่งที่จะติดไปคือเสบียงบุญ” สุรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจร่วมฟังธรรมบรรยายดีๆ ในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” สามารถเข้าร่วมได้ที่ชั้น 11 าคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12:00-13:30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

กัลฑภรณ์ สุขเย็น รายงาน