เปิดแปลงนาอัจฉริยะ “ประภัตร”เน้นลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต คุมคุณภาพ สร้างรายได้ยั่งยืน

186

14 ธ.ค.63/นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ณ แปลงเรียนรู้ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ว่ากรมการข้าวได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ทำการศึกษาทดลองการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ปัจจุบันแปลงเรียนรู้ดังกล่าวในพื้นที่กว่า 138 ไร่ มีการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ ได้แก่ การเตรียมดิน โดยใช้เครื่องปรับดินเลเซอร์ (Laser land levelling) เพื่อการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ปรับระดับผิวดินให้เรียบ สม่ำเสมอ

การจัดระบบน้ำ ใช้ท่อวัดน้ำอัจฉริยะแสดงปริมาณระดับน้ำทุกชั่วโมงผ่าน Line Application บนมือถือของเกษตรกร โดยใช้ Solar Cell เป็นแหล่งให้พลังงาน เมื่อน้ำต่ำกว่าระดับผิวดิน จึงจะปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ลดการให้น้ำได้ถึง 46% ใช้น้ำไม่เกิน 300 คิว/ไร่ จากปกติ 1,200 คิว/ไร่

การติดตามสภาพแวดล้อม สถานีตรวจวัดอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์แบบ real time ด้วยระบบ IOT

การจัดการปุ๋ย ด้วยเครื่องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช (Crop Space) เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของข้าว

การอารักขาพืช โดยการใช้โดรนติดกล้องถ่ายภาพบินตรวจการทำลายของโรคและแมลง รวมทั้งข้าวปนและวัชพืชในข้าว

มีระบบช่วยตัดสินใจด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (IOT Platform) ส่งข้อมูลไปยังมือถือเกษตรกรได้ตลอดเวลา ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 หมื่นไร่เศษ

จากการศึกษาและการทดลองเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ พบว่า ต้นทุนในการปลูกข้าวเหลือไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ ขณะที่ผลผลิตใกล้เคียงกับวิธีการทำนาแบบเดิม ๆ โดยข้าวปทุมธานี 1 ได้ผลผลิต 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุน ข้าว กข79 ได้ 1,100 กิโลกรัม กข87 ได้ 950 กิโลกรัม นอกจากนี้ รมช.ประภัทรยังกล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการฉายแสงไอออนต่ำที่ทางกรมการข้าวร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าประสบผลสำเร็จอย่างดี ได้ผลผลิตสูงถึง 2.5 ตัน/ไร่ เตรียมนำเมล็ดข้าวที่ใช้เทคนิคดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี ข้าวพื้นนุ่ม และข้าวอุตสาหกรรมมาปลูกยังแปลงทดลองที่ อ.เดิมบางนางบวช ใน 4 เดือน

“ทำไมเราถึงใช้คำว่าอัจฉริยะ เพราะเราเปลี่ยนจากการใช้คนมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี แล้วที่เราภาคภูมิใจมากคือการลดต้นทุน เพราะเดิมชาวนาบอกทำนามีต้นทุนไร่ละ 5,500 บาท แต่วันนี้เรายืนยันได้เลยว่าทำนาด้วยระบบอัจฉริยะเหลือต้นทุนไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท ผลผลิตได้ไม่น้อยกว่าเดิม และที่สำคัญข้าวที่จะปลูกในครอปต่อไปจะเป็นข้าวที่ผ่านการฉายแสงไอออนพลังงานต่ำ ซึ่งตรงนี้อยากจะย้ำเลยว่า ถ้าทุกคนหากได้เมล็ดพันธุ์นี้ไป ต้นทุนจะลดลงไปทันที เพราะผลผลิตจะมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว สองความนุ่มความหอมก็จะมากกว่าเดิมอีก 1 เท่าตัว และสามทนแมลงและทนแล้ง ซึ่งข้าวตัวนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ดังนั้นพี่น้องเกษตรกรต้องมาดูและปรับเปลี่ยนสู่การทำแปลงนาแบบอัจฉริยะ” นายประภัตร กล่าว

กานต์ เหมสมิติ /รายงาน