หลวงพ่อคูณเขกโป๊กๆโชคดีมีชัย

404

เกจิแห่งที่ราบสูง หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ “พระเทพวิทยาคม”พระผู้มากบารมี บัลดาลโชค เมตตา แคล้วคลาด

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ วันพฤหัส ที่ ๔ ตรงกับแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีกุน เป็นวันเกิดของ เด็กชายคูณ ฉัตรพลกรัง ซึ่งเป็นบุตรของ พ่อบุญ และแม่ทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องด้วยกัน ๓ คน ท่านเป็นพี่ชายคนโตมีน้องสาวอีก ๒ คน เกิดที่บ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด ในวัยเยาว์ใช้ชีวิตตามประสาเด็กชาวนา-ชาวไร่ พออายุได้ ๑๑ ปี ในปี พ,ศ, ๒๔๗๗ นางทองขาวผู้มารดาได้ถึงแก่กรรม พ่อได้นำเด็กชายคูณไปฝากเป็นศิษย์ที่วัดบ้านไร่ เพื่อให้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ โดยเริ่มเรียนภาษาไทย ภาษาขอม และท่องหนังสือสวดมนต์อย่างตั้งอกตั้งใจ

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ“พระเทพวิทยาคม”

เมื่อท่านมีอายุได้ ๑๖ ปี ออกจากวัดบ้านไร่ ไปอยู่ในความอุปการคุณของน้า ท่านได้ช่วยน้าทำนาทำไร่อย่างหามรุ่งหามค่ำด้วยความขยันขันแข็ง อยู่มาวันหนึ่งท่าน รู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงได้ทอดกายนอนเผลอหลับเป็นเวลานาน น้าสะใภ้เห็นเช่นนั้น จึงพูดเชิงเปรียบเทียบขึ้น”คูณไม่ไหวเหรอหลาน ถ้าไม่ไหวก็ไปบวช” เมื่อท่านได้ยินคำพูดเช่นนั้น จึงตอบขึ้นว่า”น้าคอยดูเด้อหากฉันได้บวชแล้ว รับรองว่าฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนวันตายเลยแหละ” ท่านก็ได้อยู่ทำนา-ทำไร่ กับน้าอยู่ประมาณ ๒ ปี

ที่ความเป็นหนุ่มท่าน อยากเป็นหมอเพลงโคราช จึงได้ชวนนายเล เพียมขุนทด เป็นญาติอยู่ในวัยเดียวกัน อยู่บ้านเดียวกัน และมีน้ำเสียงไพเราะ ได้ชักชวนกันเดินด้วยเท้าบุกป่าฝ่าดงจากบ้านไร่ มุ่งหน้าสู่บ้านมะระ ตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง ใช้เวลาเดินเท้าถึง ๕ วัน ๕ คืน เมื่อถึงบ้านมะระจึงได้เข้าไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์สน ซึ่งท่านเป็นครูเพลงที่มีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งชายหญิง เมื่อครูสนทราบความประสงค์และมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ จึงรับทั้ง ๒ คนเป็นศิษย์ และทั้ง ๒ ได้ช่วยทำนาเพื่อเป็นการแรกเปลี่ยนกับการหัดเป็นหมอเพลงโคราช

พระปรกใบมะขาม รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เนื้อนวโลหะ

ขณะหัดเป็นหมอเพลงท่าน ได้พบหญิงสาวที่ตนมีความพึงพอใจคนหนึ่ง ชื่อว่า รำพึง ต่อมาได้เป็นหมองเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงการเพลงโคราช ท่านได้แต่แอบหลงรัก โดยที่สาวเจ้าไม่ได้รู้มาเป็นเวลาแรมปี ครั้นจะบอกให้สาวรู้เกิดความกระดาก จึงเก็บความในใจไว้แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เอ่ยกราบลาครูสน และชักชวนนายเล กลับบ้านพร้อมกับความรู้ที่ครูสนได้ถ่ายทอดเป็นบทเพลงโคราชเป็นการเกี้ยวพาราสี ตัดพ้อต่อว่าสาวเพื่อให้สาวเห็นใจเกิดความสงสาร

เหรียญรูปไข่ครึ่งองค์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ปีพ.ศ. ๒๕๑๒ ที่ระลึกฉลองพระประธานวัดแจ้งนอก เนื้อทองแดง

หลังจากกลับมาจากการเรียนเป็นหมอเพลิงโคราชท่านก็ได้อยู่กับน้าชายอีกท่านหนึ่งเป็นเวลา ๒ ปี จนได้อายุ ๒๑ ปี จึงเข้าบรรพชาเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา ตามประเพณีเพื่อทดแทนบุญคุณ ท่านจึงได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ โดยมีพระครูวิจารยติกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหักน้อย อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสี วัดบ้านจั่น อำเภอด่านขุนทด เป็นพระกรรมวาจา พระอธิการสุข วัดโคกรักษ์ อำเภอด่านขุนทด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาทางพระว่า”ปริสุทโธ

เมื่ออุปสมบท พระภิกษุคูณ ปริสุทโธ ก็ได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด มี หลวงพ่อคง พุทธฺสโร เป็นเจ้าอาวาส พระคูณ ได้อยู่รับใช้หลวงพ่อคงไม่นานนัก หลวงพ่อคง จึงได้นำ พระคูณ พาไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดหนองโพธิ์ อำเภอเทพารักษ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระคูณ ปริสุทโธ ตั้งใจศึกษาหาความรู้และเข้าใจในการปฏิบัติในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างดี สร้างความพอใจให้แก่หลวงพ่อคง หลวงพ่อคงจึงแนะนำพระคูณว่า การเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะรู้แจ้งเห็นจริงได้นั้นจะอยู่กับที่ไม่ได้ ควรหาที่วิเวกสงบเจริญศีลภาวนาให้จิตใจสงบ พระวิปัสสนาควรถือธุดงควัตรเป็นหลัก

เหรียญรูปไข่ครึ่งองค์ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ “อนุญาตสร้างพิเศษ”วัดใหม่พิเรนทร์ เนื้อเงิน

พระคูณ ปริสุทโธ ออกธุดงค์จาริก ไปตามป่าเขา ฝึกปฏิบัติเบื้องสูง ระยะแรกท่านออกธุดงค์อยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา โดยมี หลวงพ่อคง พุทธฺสไร ร่วมออกธุดงค์จากนั้นได้สอนพุทธอาคม และไสยเวทย์ประกอบการเรียนกัมมัณฐาน พุทธาคมที่สอน คือการฝังตะกรุดเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี หลวงพ่อคงท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้นท่าน ออกจาริกออกไปยังประเทศลาว และประเทศกัมพูชา มุ่งเข้าสู่ป่าลึกเพื่อทำความเพียรหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ขณะที่ออกธุดงควัตรได้ผจญภัยนานัปการ เมื่อพบผู้คนจะเทศนาสอนแก่ญาติโยม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ออกพรรษาท่านเดินทางออกจากเมืองโพธิสัตว์ เพื่อกลับวัดบ้านไร่ ญาติโยมทราบข่าวการการกลับมาของท่าน ต่างพากันดีอกดีใจ และนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านไร่ ท่านจึงได้รับปากรับนิมนต์จากญาติโยม และก็ได้เริ่มพัฒนาวัดให้เจริญตามลำดับและยังมีจิตอาสาสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ท่านก็ได้ออกเดินทางออกจากวัดบ้านไร่ ไปจำพรรษาที่วัดแห่งอื่นอีกหลายวัด และท่านก็ได้กลับคืนสู่วัดบ้านไร่อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จำพรรษาอยู่จนท่านั้นละสังขาร ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ด้วยอาการอาพาธ ด้วยภาวะหยุดหายใจ ปอดรั่ว สิริอายุ ๙๒ ปี ๗๐ พรรษา

อย่างไรก็ดี ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่”พระญาณวิทยาคมเถร”ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระที่”พระราชวิทยาคม อุดมกิจจานฺกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี”ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระที่”พระเทพวิทยาคม อุดมธรรมสุนทร ปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” อริยาบทของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เป็นเอกลักษ์ คือ ท่านั่งยองๆ และสูบบุหรี่มวนโต ญาติโยมที่มากราบท่าน ท่านก็จะใช้หญ้าคาปะพรมน้ำมนต์เคาะศรีษะ และใครทำบุญกับท่านจะให้ถือแบงค์สองใบแล้วท่านก็ให้กับคืนให้หนึ่งใบเพื่อเป็นแบงค์ขวัญถุง

หนุมาน ฝังตะกรุดทองคำ เนื้อเงิน

ขณะที่ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและด้วยจริยาวัตรที่งดงาม ทำคุณงามความดีไว้กับพระพุทธศาสนา มีความเมตตาช่วยเหลือพุทธศาสนิกชน อีกอย่างที่จะกล่าวเสียมิได้สิ่งนั้นคือ วัตถุมงคลสร้างไว้ให้พุทธศาสนิกชนและศิษย์ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจที่เป็นที่นิยมของนักสะสมพระเครื่องจนกลายเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหาจนบางรุ่นมีราคาแทบจับต้องไม่ได้แม้แต่ชาวต่างประเทศยังนิยมในวัตถุมงคล วัตถุมงคลท่านได้สร้างขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ก็จัดสร้างด้วยวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ทำสาธารณะประโยชน์ วัตถุมงคลล้วนแต่มีอานุภาพในทุกๆด้าน มีเรื่องเล่าต่อกันมาตลอดจนมีเรื่องเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

เรื่อง / ภาพ พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ