ย้อนเวลารำลึกถึงหลวงพ่อทวด พ.ศ.๒๑๒๕

691

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ขจัดปัดเป่าอุปสรรคภยันอันตรายแคล้วคลาด

19พ.ย.63/ “หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด” เป็นที่รู้จักสืบทอดต่อๆกันมาในฐานะพระเกจิอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเรื่องราวอันปาฎิหารย์เล่าสืบทอดต่อกันมาจนเกิดเป็นความศรัทธา อย่างไรก็ดี ตัวตนของ หลวงปู่ทวดนั้นมีจริง เมื่อประมาณสี่ร้อยปีในปลายปีรัชสมัยพระมหาธรรมราชา ได้มีทารกน้อยนามว่า “เด็กชายปู” เป็นบุตรของนายหูและนางจันทร์ ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ ปัจจุบันเรียกอำเภอ “สทิงพระ” ในวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๑๒๕

รูปเหมือนหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

หลวงปู่ทวด ท่านถือจากครอบครัวฐานะยากจน แต่พ่อแม่มีจิตใจที่เป็นกุศลชอบทำบุญยึดมั่นในศีลในธรรม ทุกๆวันก็จะไปทำนาและมักจะนำเด็กชายปู ลูกน้อยไปนาด้วย เมื่อถึงนาก็นำลูกน้อยแขวนเปลนอนใต้ต้นตาลเป็นอย่างนี้ทุกวันอยู่มาวันหนึ่งขณะที่พ่อและแม่ออกไปทำนาพอพักเที่ยงก็กลับมากินข้าวดูแลให้นมเด็กชายปู มาเจอเข้ากับงูตระบองหลามาขดพันรอบเปลไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ พ่อและแม่ของเด็กชายปูเข้าใจว่างูใหญ่อาจเป็นเทพเทพาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์จึงได้หาข้าวตอกดอกไม้เทียนธูปมากราบไหว้สักการะบูชา

หลวงปู่ทวด พิมพ์ยันต์ห้าแถว เนื้อนวะโลหะ ด้านหน้าและด้านหลัง

งูใหญ่ จึงคลายลำตัวออกจากเปลแล้วเลื้อยหายไป พ่อและแม่เห็นว่างูใหญ่เลื้อยห่างจากลูกน้อยเกิดความเป็นห่วงจึงรีบเข้าไปดูก็เห็นลูกน้อยนอนหลับเป็นปรกติ แต่ด้วยมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเป็นที่อัศจรรย์บนหน้าอกเด็กน้อยมีลูกแก้ววางอยู่บนหน้าอกมีแสงเปล่งรัศมี นายหูและนางจันทร์จึงได้เก็บรักษาไว้ให้ เด็กชายปู เจริญวัยอายุได้ ๗ ขวบ พ่อและแม่เห็นว่าโตแล้วจึงนำไปฝากกับสมภารจวง วัดกุฎิหลวง “วัดดีหลวง”เพื่อให้หัดเรียนเขียนอ่าน เมื่อได้เข้าเรียนท่านมีความรู้ความสามารถด้วยความเฉลียวฉลาด พออายุได้ ๑๕ ปี ก็ได้เข้าบวชเป็นสามเณร แล้วได้มอบลูกแก้วไว้เป็นสิ่งของประจำตัว

                                                                                                               หัวแหวนหลวงปู่ทวด เนื้ออัลปาก้า

สามเณรปู ก็ได้เข้าศึกษาจำวัดอยู่กับสมเด็จพระพระชินเสน ที่วัดสีหยัง”วัดสีคูยัง” เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มจึงได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ไปศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช ณ สำนักพระเถระปิยทัสสี ได้ฉายา”ราโม ธมฺมิโก”ทั่วไปเรียกท่านว่า”เจ้าสามีราโม”ศึกษาที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆในเมืองนครสีธรรมราช เห็นว่าที่ศึกษาจนได้รับความรู้มากแล้วจึงเล็งเห็นว่าจะศึกษาเพิ่มเติมจึงได้กราบลาพระอาจารย์ไปศึกษาต่อยังพระนครศรีอยุธยา โดยขออาศัยเรือสำเภาที่ไปทำการค้าขายยังเมืองหลวง

เหรียญเลื่อนสมณะศักดิ์ ด้านหน้าและด้านหลัง

“เจ้าสามีราม”จึงได้อาศัยไปกับเรือสำเภาที่เดินทางไปยังเมืองหลวงกรุงศรีอยุธยา เรือสำเภาออกจากท่าเมืองนครศรีธรรมราช ขณะเรือลอยลำไปถึงเมืองชุมพรได้เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วนเรือสำเภาไม่สามารถแล่นผ่านคลื่นพายุไปได้จึงได้ทอดสมออยู่ที่ทะเลชุมพรอยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ทำให้เสบียงและน้ำดื่มที่เตรียมไว้กินในเรือสำเภาหมดลงและขาดแคลน เหล่าบรรดาลูกเรือได้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเกิดอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีรามเป็นต้นเหตุให้เกิดพายุ

ลูกเรือที่กล่าวหาเจ้าสามีรามว่าเป็นต้นเหตุ จึงพากันนิมนต์ท่านลงเรือมาดเพื่อไปขึ้นเกาะ ขณะที่นั่งเรือมาดท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงในน้ำทะเลได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณที่นำเท้าจุ่มมีประกายแวววาว เจ้าสามีราโมจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำนั้นขึ้นมาดื่มแก้กระหายก็รู้สึกว่าน้ำทะเลนั้นจืดสนิท แล้วจึงนำน้ำนั้นกลับขึ้นไปบนเรือไว้ใช้ดื่มกินอย่างเพียงพอขณะเดินทางต่อไปยังพระนครศรีอยุธยา นายสำเภาจึงได้นิมนต์กลับขึ้นเรือสำเภาเดินทางต่อไป และตั้งแต่บัดนั้นมาท่านก็เป็น”ชีต้น”หรือ อาจารย์

หลวงปู่ทวด พิมพ์ใหญ่ หลังตัวหนังสือ ปี ๒๕๐๕ กะหลั่ยทอง ด้านหน้าและด้านหลัง

เมื่อถึงพระนครศรีอยุธยา ได้ไปพำนักที่วัดแคศึกษาธรรมะที่วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราชศึกษาธรรมและบาลีจนเกิดความเชี่ยวชาญจึงทูลลาพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๙ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าสามีรามได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น”พระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์”ได้มาช่วยงานพระพุทธศาสนาแก่ราชสำนักหลายปีได้เลื่อนสมณะศักดิ์ขึ้นเป็นสังฆราชนามว่า”พระสังฆราชคุรูปาจารย์” ครั้นกาลเวลาล่วงมานานที่จากบ้านเกิดมาหลายปีจึงกราบทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระเอกาทศรถทรงอาลัยยิ่งนัก ไม่กล้าทัดทานเพียงตรัสว่า”สมเด็จอย่าละทิ้งโยม”แล้วเสด็จส่งสมเด็จฯจนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา

ขณะได้เดินทางกลับบ้านเกิดได้ถือโอกาสรุกขมูลธุดงค์ ท่านก็ได้เผยแพร่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทางผ่านไปถึงไหนเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ผ่านที่แห่งนั้นจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพบูชาได้แก่ บ้านกุฎิ อำเภอปากพนัง ที่วัดหัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายๆแห่ง สมเด็จเจ้าฯ ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะอันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนได้รับข่าวพากันมาชมบารมีพากันชื่นชมแซ้ซ้องสาธุแก่ท่านและได้ถวายนามว่า”สมเด็จเจ้าพะโคะ”และเรียกวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า”วัดพะโคะ”หลวงปู่เห็นว่าวัดแห่งนี้เสื่อมโทรมเนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรมมีสภาพเป็นวัดร้าง

  

หลวงปู่ทวด พิมพ์หลังเตารีด ปั๊มซ้ำ ด้านหน้าและด้านหลัง

สมเด็จพระโคะ”หลวงปู่ทวด” กับพระอาจารย์จวงคิดบูรณปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องที่จะบูรณะวัดพะโคะ ยินดีและอนุโมทนาบุญเป็นอย่างยิ่งโปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ ๕๐๐ คน และทรงพระราชทานสิ่งของและเงินตราเพื่อการบูรณะใช้เวลานานถึง ๓ ปี สิ่งที่สำคัญในวัดพะโคะหรือพระพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดได้อายุ ๘๐ ปี จากนั้นได้ออกเที่ยวจาริกเผยแพร่ธรรมะไปทั่ว

ชาวบ้านเรียกสมเด็จพะโคะว่า”ท่านลังกา”และได้ไปพำนักที่วัดช้างให้ชาวบ้าน”ท่านช้างให้”หลวงปู่ท่านได้สั่งเสียไว้กับศิษย์ว่าหากท่านมรณะภาพเมื่อใดให้ช่วยกันหามศพไปทำการฌาปณกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย เมื่อหามศพพักแรมพักที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดินที่ตรงนั้นให้นำเอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การเคลื่อนย้ายสังขารหลวงพ่อทวดมาจนถึงปัจจุบันจากมาเลเซียถึงปัตตานีรวม ๑๘ จุด ปัจจุบันถือได้ว่าหลวงปู่ทวดเป็นพระเกจิในตำนานที่มีอยู่จริง

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เปี่ยมไปด้วยพุทธคุณในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย และอุดมด้วยเมตตา มหานิยม เมื่อเกิดเหตุคับขัน หรือตกอยู่ในภัยอันตรายให้นึกถึง หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ให้ตั้ง นะโม ๓ จบ แล้วท่องว่า “นะโม โพธิ สัตโต อคันติมายะ อิติภควา” ๓,๕,๗,๙ จบ

พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ/เรื่อง ภาพ