GULF เผยกำไรไตรมาส 3 ปี 63 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 34%

33

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% QoQ และเพิ่มขึ้น 33% YoY ได้รับอานิสงส์จากดีมานด์การใช้ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ถูกลง ปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ GTN1 และ GTN2 ในเวียดนาม โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) ร่วมด้วยเงินปันผลจาก INTUCH, SPCG และ EDL-Gen สะท้อนศักยภาพและการเติบโตของธุรกิจที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง

เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อน Core Profit ดีขึ้น 33% YoY จากปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ เงินปันผลเป็นจำนวนรวม 360 ล้านบาท จาก INTUCH 295 ล้านบาท SPCG 62 ล้านบาท และ EDL-Gen 3 ล้านบาท และผลประกอบการของกลุ่มโรงไฟฟ้า GJP ที่ดีขึ้น มาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ของโรงไฟฟ้า SPP 7 โรงที่เพิ่มขึ้นจาก 1,036 กิกะวัตต์-ชั่วโมงในไตรมาส 3 ปี 2562 เป็น 1,146 กิกะวัตต์/ชั่วโมงในไตรมาส 3 ปี 2563 นอกจากนี้ยังมีปริมาณการขายไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นจาก 60,323 พันตัน ในไตรมาส 3 ปี 2562 เป็น 72,393 พันตัน ในไตรมาสเดียวกันปีนี้อีกด้วย ประกอบกับในไตรมาส 3 ปี 2562 ได้มีการหยุดซ่อมบำรุงรักษา (C-inspection) ของโรงไฟฟ้า SPP ในกลุ่ม GJP จำนวน 3 โรง ได้แก่ โครงการ GKP2, GNLL และ GNK2 ในขณะที่ในไตรมาส 3 ปีนี้ มีโรงไฟฟ้า SPP ภายใต้กลุ่ม GMP 1 โรง ได้แก่ โครงการ GTS2 ที่มีการหยุดซ่อมบำรุง (B-inspection) เป็นเวลา 17 วัน

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มทุนโดยการเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 32,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ลดลงเหลือ 1.35 เท่าในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ศักยภาพในการขยายการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคตได้อีกประมาณ 100,000 – 110,000 ล้านบาท ซึ่ง GULF ยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจไปภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ในทวีปยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งโครงการ Greenfield และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว รวมถึงการเข้าซื้อกิจการใหม่ ๆ โดยจะเน้นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเพื่อที่จะได้รับรู้รายได้และกำไรเข้ามาในงบการเงินทันที

สำหรับกำลังการผลิตติดตั้ง ณ ไตรมาส 3 ปี 2563 GULF มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เท่ากับ 2,959 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 258 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562  ซึ่งมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG ในเดือนมีนาคม 2563 และการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) กำลังการผลิตติดตั้ง 465 เมกะวัตต์ที่เยอรมนี ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรเต็มไตรมาสในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยคาดว่าในปี 2564 จะมีรายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้จะมีการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) หน่วยที่ 1 และ 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ ส่งผลให้รายได้ในปี 2564 จะเติบโตขึ้นประมาณ 45% – 50%

กานต์ เหมสมิติ รายงาน