อัด400ล้านบาทเตรียมบุกเพื่อนบ้าน

147

“ไทยนครเพนท์” เปิดตัวโรงงานใหม่ เสริมแกร่ง ขยายฐานตลาด CLMV

 12พ.ย.63/นายภูมิภัทร์ ตรรกสกุลวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยนครเพนท์แอนด์เคมีคอล จำกัด เปิดเผยว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทฯเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยสินค้าครอบคลุมทุกขอบเขตของผลิตภัณฑ์สีพ่นรถยนต์ พร้อมการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ LEZZON และ PETER จึงทำให้บริษัทฯ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยปัจจุบันนี้ได้ขยายการจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม รวมทั้งเริ่มขยายไปสู่ตลาดอินเดีย และออสเตรเลียด้วย เพื่อรองรับความต้องการของสินค้าที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทฯ ตัดสินใจขยายโรงงานใหม่เพิ่ม

สำหรับโรงงานแห่งใหม่นี้ บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อย้ายฐานการผลิตจากมีนบุรี มาที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่กว่า 27 ไร่ เนื่องจากเล็งเห็นถึงการเจริญเติบโตในประเทศ CLMV พร้อมกับการแข่งขันที่เกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้แข่งขันจากประเทศจีนทำให้ต้องเพิ่มกำลังผลิต และดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามกฏหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตสินค้า OEM ให้กับแบรนด์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะว่าจ้างผลิตจากผู้ผลิตในประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย โดยในปัจจุบันโรงงานงานแห่งใหม่ มีความสามารถในการผลิตสินค้าดังนี้ ผลิตภัณฑ์กลุ่มทินเนอร์ 4,920 ตัน/เดือน ผลิตภัณฑ์ประเภทสีโป๊ 750 ตัน/เดือน ผลิตภัณฑ์ สี/แลคเกอร์ 300 ตัน/เดือน และผลิตภัณฑ์ เรซิ่น 300 ตัน/เดือน

“กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ปัจจุบันแบ่งสินค้าของเราออกเป็น 2 กลุ่มหลัก 4 กลุ่มย่อย โดยในส่วนของ 2กลุ่มหลักแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ ประเภท สี กับ เคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสี (สัดส่วน 50:50) ในส่วนของ 4 กลุ่มย่อยแบ่งออกเป็น สีพ่นรถยนต์และเคมีภัณฑ์เกี่ยวกับสีพ่นรถยนต์ (30%) สีพ่นทั่วไป (30%)  ทินเนอร์ทั่วไป (30%) และทินเนอร์เกรดพรีเมี่ยม (10%) ที่ส่วนมาจะใช้เพื่อวัตถุประสงศ์ในการผลิตเฉพาะทาง”

“ขณะเดียวกันการผลิตทินเนอร์ในโรงงานแห่งใหม่ จะผลิตภายใต้มาตรฐานที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้ผลิตสีให้กับโรงงานผลิตสีรถยนต์ ซึ่งมาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งความสามารถของเราในการผลิตสินค้ากลุ่มประเภทนี้ เราสามารถจัดเก็บวัตถุดิบได้ 1.5 ล้านลิตร และในการผลิตแต่ละครั้งสามารถทำได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที และในอนาคตเราจะมีเพิ่มอีก 2 กลุ่มย่อย ก็คือตรงส่วนสารสังเคราะห์ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสินค้าของบริษัทก่อนในเบื้องต้น และสีอาคารที่มีความเฉพาะทางมากกว่าที่สีที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้บริโภค” นายภูมิภัทร์ กล่าว

นายภูมิภัทร์ กล่าวว่าสำหรับแผนการบริหารงานในขณะนี้ ได้วางวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Customer Centric Mindset เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาต่อยอดธุรกิจ โดยเน้นการสำรวจความต้องการและปัญหาของลูกค้า เพื่อให้เราได้เป็น Solution ที่สามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าทุกๆ เรื่องได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้การบริหารข้อมูลภายใน ยังให้ความสำคัญ ในเรื่องของการปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล มากขึ้น โดยทุกข้อมูลที่เป็นส่วนของลูกค้าเรานำมาใช้ในการเชื่อมโยงกับทุกส่วนของบริษัทฯ เพื่อลดการสื่อสารที่ซ้ำซ้อน และสามารถให้คำตอบกับลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยเราตั้งเป้าว่าด้วยรูปแบบนี้เราจะสามารถขยายตลาดของเราในประเทศไทยได้มากขึ้นกว่าเดิม 30% ภายใน 2 ปี

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ตั้งแผนกวิจัยและพัฒนา มาเพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเป็น นิวเอสเคิฟ โดยกำลังพัฒนา สินค้ากลุ่มสีงานก่อสร้างซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยีนาโนที่บริษัทได้ร่วมกันวิจัยกับสถาบันระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย และเทคโนโลยีการสังเคราะห์เรซิ่นจากขวดพลาสติก ทั้งนี้ปัจจุบันได้ผลิตสินค้าประเภทดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว แต่อยู่ในการทดสอบกับภาครัฐเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน ซึ่งทั้งสองเทคโนโลยีได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการส่งเสริมการลงทุนในประเภทกิจการ ผลิตสินค้าวัสดุนาโน โดยถือเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับบัตรส่งเสริมในกิจการดังกล่าว (เน้นการค้นคว้าและวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อหา นิวเอสเคิฟ) ซึ่งในอนาคตวางเป้าหมายของสินค้า ภายใต้แบรนด์ LEZZON และ PETER จะต้องเข้าไปอยู่ในอันดับ 1-3 ในตลาดประเทศ CLMV และ ประเทศอื่นๆ ใน ภูมิภาค SEA ให้ได้ภายใน 3-5 ปี

กัลฑภรณ์ สุขเย็น รายงาน