ชาวสวนยางยิ้มออก “เฉลิมชัย” โชว์ฝีมือทำราคาขึ้น

76

แรงไม่หยุด ราคายางพาราพุ่งกระฉูดใกล้แตะ 100 บาท/ก.ก. หลังปิดตลาดล่าสุด( ณ วันที่ 28 ต.ค.63) ส่วนยางแผ่นรมควันราคาพุ่งแตะสูงสุด 82.80 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา 

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ราคายางพาราที่ ตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี  ขยับขึ้นไปถึง 82.69 บาท/กก.  หลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 3 วัน เพิ่มขึ้นกว่า 16 บาท คาดการณ์ว่าจะถึง 100 บาท/กก.ในไม่ช้า ทั้งนี้ ราคายางยังคงอยู่ในแนวบวกต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือน  ส่วนหนึ่ง มาจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย”และนโยบาย”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”

ทั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์  ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางเฟส1และ2 โดยเฟส2 เริ่มเมื่อวันที่1ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาท/กก. น้ำยางสด 57 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาท/กก. แม้ขณะนี้ราคายางแผ่นรมควัน จะทะลุเกิน 60 บาท กก.ไปแล้ว แต่โครงการก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามีความสุข ยิ้มได้ กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมปรับเป้าหมายราคายางพาราสูงขึ้นมากกว่า 65 บาท/กิโลกรัม (กก.) หลังผ่านเป้าหมายแรก 60 บาท/กก. แต่โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 (เฟส 2)ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป

และจากการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่ประเทศจีนของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์  เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 พร้อมลงนามความร่วมมือ(MOU)ซื้อขายสินค้าเกษตรกันในหลายฉบับทั้งยางพาราและข้าว รวมไปถึงการศึกษาดูงานเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เริ่มส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรม  จากการหารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยยืนยันว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา  มีมาตรการต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย  ล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจ.ระยอง เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังได้จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน โดยลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ.นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ 1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ 1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชาจีนอีกด้วย 

ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดโลกและประเทศจีนมีแนวโน้มจะสูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด ล่าสุดยอดการใช้ยางพาราในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า  โดยจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัว คำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้น เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าการส่งออกถุงมือยางเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา ได้ขยายตัวสูงถึง 154.9% ขณะที่การส่งออก 9 เดือนปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) ขยายตัว 61.4% ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่ดีขี้น ทำให้ไทยคงมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องถึงปี 2564  ขณะที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยระบุจากการที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ณ ปัจจุบัน(29 ต.ค.63 )มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 42 ล้านคนและเสียชีวิต 1.1 ล้านคน มีความต้องการใช้ถุงมือยาง ไม่น้อยกว่า 400 ล้านชิ้นต่อวัน  ขณะยางสังเคราะห์(ไนไตร)ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตขาดตลาดและราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  จึงนักลงทุนหันมาสั่งซื้อยางธรรมชาติ(ลาเทค)แทน ซึ่งราคาถูกลงกว่าครึ่ง โดยปัจจุบันราคายางสังเคราะห์(ไนไตร)อยู่ที่ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ยางธรรมชาติ(ลาเทค)ราคาอยู่ที่ 1,600 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

“เฉพาะแพทย์ พยาบาลใช้ถุงมือยางเฉลี่ย 10 ชิ้น(5คู่)ต่อผู้ป่วยต่อคนต่อวัน เมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น 42 ล้านคนทั่วโลก ปริมาณการใช้ถุงมือยางก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ยังไม่นับรวมคนทั่วไปที่ต้องการใช้ถุงมือยาง  จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่ต่างชาติหอบเงินเข้ามาลงทุน เพราะความต้องการถุงมือยางจากทั่วโลกขณะนี้ยังมีอีกมาก” อุทัย สอนหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาสภาการยางแห่งประเทศไทย (สภยท.)ให้ความเห็น

ผศ.ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมยางพารา มองว่าโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติ(ลาเทค)มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางที่มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะในวงการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้นยังกระจายไปสู่โฮมยูส และคนทั่วไปอีกด้วย

กานต์ เหมสมิติ รายงาน