หลวงปู่ไข่ อินทสโร พุทธคุณครอบจักรวาล ขอเลข ปังปัง!

17

รูปเหมือนหลวงปู่ไข่ อินทสโร มากด้วยพุทธคุณ

 

“หลวงปู่ไข่”อินทสโร”เจริญกรรมฐานเป็นอารมณ์ล่วงรู้เหตุการณ์ด้วย”ฌาณสมาบัต”
ละสังขารมา 88 ปี วันนี้ทุกบ้านเรือนก็ยังมีรูปท่านติดข้างฝาอยู่ ศรัทธาเชื่ออยู่เย็นเป็นสุข ค้าขายดี

หลวงปู่ไข่ อินทสโร ท่านเป็นเกจิอาจารย์ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง มีการกล่าวขานว่าท่านเป็นพระภิกษุที่มีจริยาวัตรที่งดงาม สงบเรียบง่ายมีความสามารถหลายทาง และ วัตถุของหลวงท่านเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสม ก่อนที่จะเข้าเรื่องประวัติของหลวงปู่ มาทำความรู้เกี่ยวกับวัดบพิตรภิมุขวรวิหาร
“วัดบพิตรภิมุขวรวิหารเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีสถานะเป็นวัดราษฎร์ไม่ปรากฎนามผู้สร้าง สันนิษฐานว่าสร้างหลังรัชสมัยพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.๒๒๓๑ เพราะไม่ปรากฎในแผนที่ป้อมเมืองธนบุรีที่ เมอซิเออ วิลสันเดส เวอร์เกนส์ได้เขียนไว้

วัดบพิตรภิมุขวรวิหาร ชื่อเดิมว่า วัดเชิงเลน หรือ วัดตีนเลน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่๑ สถาปนาขึ้นคลองราชสมบัติ ได้พระราชทานนามให้ใหม่ชื่อ”วัดบพิตรภิมุขวรวิหาร” เป็นนามได้รับพระราชทานเมื่อคราวสมโภชพระนคร และสมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดาราม”วัดพระแก้ว ในปี พ.ศ.๒๓๒๘

พระพุทธรูปจำลองปางสมาธิ

วัดบพิตรฯ ได้มีการสร้างเพิ่มเติมและบูรณะปฎิสังขรณ์ โดย สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศน์ พระราชนัดดา หรือ กรมพระราชวังหลัง ได้ทรงบูรณะปฎิสังขรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสถาปนาวัดบพิตรภิมุข เป็นพระอารามหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้บูรณะปฎิสังขรณ์ขึ้นอีก มาถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ก็มีการบูรณะเหมือนกัน

พอมาถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้บูรณะปฎิสังขรณ์ และทรงโปรดให้สร้างพลับพลาเครื่องไม้สักที่บริเวณวัดริมคอองโอ่งอ่าง ประดิษฐานพระราชสัญจกร”ตราอาร์ม”แกะสลักด้วยไม้สักหน้าบัน ด้านทิศเหนือและทิศใต้แกะเป็นพระราชสัญจกรพระมหามงกุฎอยู่บนพานมีราชสีห์ถวายพุ่มกระหนาบอยู่สองข้าง สันนิษฐานว่าพลับพลานี้ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเสด็จฯถวายพระกฐิน จากหลักฐานปรากฎว่าเสด็จทอดกฐิน ณ พระอารามแห่งนี้ติดต่อกันหลายปี

หลวงพ่อพระยิ้ม

อย่างไรก็ตาม วัดบพิตรภิมุขวรวิหาร มีพระที่ทรงคุณวุฒิหลากหลายประเภทแตกต่างกันไปไม่ว่า วิปัสนากรรมฐาน พระสูตรบาลีสันสกฤต ปฎิบัติทางด้านคันธะธุระ ฯลฯ ในบทความนี้จึงได้หยิบยกนำพระเกจิที่มีความเป็นเอกอุที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิปัสนากรรมฐาน คือ หลวงปู่ไข่ อินทสโร ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ประพฤติตนตามพระพุทธบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ท่านมีความสามารถในพุทธาคม สามารถรู้เหตุการล่วงหน้าเหมือนกับว่าเห็นด้วยตาเปล่า เป็นหมอแผนโบราณ และท่านมีความ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หลวงปู่ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ชาติกำเนิดของท่านเป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เกิดเมื่อ วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นบุตรของ นายกล่อม และนางบัว จันทร์สัมฤทธิ์ อายุปฐมวัยพ่อจึงได้นำไปฝากกับ หลวงพ่อปาน วัดโสธรวรารามเพื่อศึกษาเล่าเรียน

ต่อมาได้บวชเป็นสามเณรเรียนบาลี ฝึกหัดเทศน์มีความสามารถจนมีชื่อเสียงในทางเทศน์มหาชาติ เมื่อหลวงพ่อปานได้มรณะลงจึงได้ไปอยู่กับอาจารย์จวง วัดน้อย อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อายุได้ ๑๕ ปั พระอาจารย์ได้มรณภาพอีกรูปหนึ่ง จึงได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดหงษ์รัตนาราม ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม แล้วได้ย้ายอีกครั้งไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน จังหวัดสมุทรสงครามแล้วศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรม จนครบอายุบวชเป็นพระภิกษุ ก็เลยได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดลัดด่าน อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

พระอุโบสถและเจดีย์ประดิษย์ฐานในวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร

พระสนิทสมณคุณ(เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาจารย์ พระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ภู่ วัดบางกระพ้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อบวชจากนั้นได้ร่ำเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่งที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วกลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกครั้งหนึ่ง

หลวงปู่ไข่ ท่านมักจะออกธุดงค์เป็นประจำทุกปีรวมระยะเวลา ๑๕ ปี เมี่อท่านธุดงค์ไปถึงแห่งใด หากพบเจอคนตกทุกข์ได้ยาก หรือคนเจ็บไข้ได้ป่วยท่านช่วยเหลือรักษาให้หาย และครั้งใดที่ท่านเดินทางไปทุกสถานที่ เส้นทางผ่านเห็นวัดวาอารามใดที่ชำรุดทรุดโทรม ท่านยังได้บูรณะปฎิสังขรณ์วัดแห่งนั้นจนดูดีขึ้นจึงจะเดินทางผ่านไป

ต่อมาหลวงปู่ไข่ ได้เข้ามาที่กรุงเทพมหานครมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบางยี่เรืออยู่ ๑ พรรษา และก็ได้ออกธุดงค์ จากนั้นได้กลับมากรุงเทพมหานครอีกครั้งและเห็นว่า วัดบพิตรพิมุข แห่งนี้มีความสงบและร่มรื่นจึงตัดสินใจจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ จนอาพาธด้วยโรคชรา มรณะภาพในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ รวมอายุได้ ๗๔ ปี ๕๔ พรรษา

หลวงปู่ไข่ อินทสโร เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังในด้านวิปัสสนากรรมฐาน การแพทย์แผนโบราณ และเข้มขลังในเรื่องของพุทธคุณจนมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงปู่ท่านมีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย จริยาวัตรงดงามเคร่งครัดในทางสัมมาปฎิบัติ เมื่อท่านมีเวลาก็จะสร้างวัตถุมงคลไว้แจกจ่ายให้กับลูกศิษย์เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจและให้ระลึกในการทำดี ได้แก่ รูปเหมือนหลวงปู่เหรียญรูปทรงไข่ พระอรหันกลีบบัว พระปิดตา ฯลฯ

หอระฆัง

วัตถุมงคลของท่านจัดว่าเป็นวัตถุมงคลที่ครอบจักวาล หลวงปู่ท่านสำเร็จในทางด้านวิปัสนากรรมฐานจนสามารถรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ จนมีเรื่องเล่าต่อๆกันมา

เรื่องแรก คือ ทุกๆวันหลวงปู่ท่านจะออกไปบิณฑบาตรโดยจะบิณฑบาตรทางน้ำ ท่านจะพายเรือออกบิณฑบาตรเป็นกิจ คือ จะพายเรือจากคลองโอ่งอ่างเลาะไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไปรับกิจบิณฑบาตรที่ตลาดปาดคลอง ท่านเห็นแม่ค้าชราแกก็จะมาใส่บาตรกับหลวงปู่ทุกวัน สภาพแกมอซอแต่มีใจบุญที่ใส่บาตรทำบุญ หลวงท่านก็อยากจะให้โชคลาภแก่แม่ค้าหญิงชราโดยไม่ได้บอกตรงๆ วันใหม่ท่านก็พายเรือมาบิณฑบาตร แม่ค้าหญิงชราก็มารอใส่บาตร ก็ได้ถวายอาหาร หลวงปู่ท่านก็ยื่นขวดยานัตถ์ให้แก่นางไว้

วันนี้เป็นวันที่หวยออก วันใหม่มาบิณฑบาตรจึงได้ถามว่า”โยมยานัตถุ์ที่อัตมามอบให้โยมได้ใช้แล้วรึยัง”นางจึงตอบหลวงพ่อไปว่า”ยัง…เจ้าค่ะของเก่าที่มียังใช้ไม่หมดเลยเจ้าค่ะ” หลวงปู่ท่านก็บอกให้นางเปิดขวดยานัตถ์ออกดู นางก็เปิดออกมาจึงพบว่าภายในขวดยานัตถ์มีกระดาษเขียนอักษรไว้

คือในสมัยนั้นมีการเล่นหวยโดยใช้พยัญชนะไทยที่เรียกว่า”หวย ก ข” หลวงปู่คิดว่านางไม่มีโชคลาภเพราะท่านมาบอกโดยเขียนใส่ไว้ในขวดยานัตถ์

อีกเรื่องหนึ่งเป็นข่าวดังมากในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน คือมีเหตุเพลิงไหม้กุฎิพระสงฆ์ ไฟได้ลุกโหมจนไม่สามารถที่จะดับได้จนกุฎิไหม้หมดแต่มีปาฎิหารย์ว่า ปฎิทินที่มีรูปหลวงไข่ไม่ถูกไฟไหม้แม้แต่น้อย เรื่องราวปาฎิหารย์มีเล่ามากมาย และเป็นเรื่องของตัวเลขมักจะมีประชาชนไปกราบไหว้ขอพรทุกๆวันก่อนหวยจะออก บางคนก็สมปรารถนา

คลองโอ่งอ่างที่เชื่อมสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่”หลวงปู่ไข่ อินทสโร”พายเรือไปบิณฑบาตรที่ตลาดปากคลอง ปัจจุบันได้ปรับทัศนีภาพ

เรื่องที่เล่าควรใช้วิจารณญาณในการอ่านผู้เขียนได้รับฟังตามความบอกเล่ามาอีกทอดนะครับ

เรื่อง/ภาพ พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ