คัดค้านโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ จ.เชียงราย

75

แกนนำเชียงราย ‘ลุกฮือ’ คัดค้านโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ตำบลห้วยสัก จ.เชียงราย

14ต.ค.63 / 10.00 น. ที่รัฐสภาเกียกกาย ตัวแทนชาวบ้าน ตำบลห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย นำโดยธนกิจ ฟักแก้ว เข้ามายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ถึงการจัดเตรียมจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะ ในเขตพื้นที่ตำบลห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย

สาเหตุที่ผ่านมาสร้างกลิ่นเหม็น และสร้างมลพิษให้แหล่งต้นน้ำ เกรงว่าหากดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังขยะเพิ่มอีก จะทำประชาชนต้องอยู่กับมลพิษต่อไปอย่างไม่มีทางแก้ไข

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ได้ทราบเรื่องที่มีชาวบ้านมาร้องเรียน เรื่องมลพิษที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นที่ทราบกันว่า จังหวัดเชียงราย มีจำนวนขยะมากถึง 900 ตันต่อวัน

ส่วนหนึ่งเป็นขยะจากต่างประเทศ แน่นอนความไม่สบายใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบบ่อขยะจะต้องมีความกังวลที่จากเดิมเป็นบ่อขยะแบบฝังกลบ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางด้าน ดิน น้ำ และทางอากาศ ดังนั้น จึงอยากจะให้ทุกฝ่ายหารือกันเพื่อประโยชน์อย่างสูงสุดของประชาชนจังหวัดเชียงราย หากไม่ปลอดภัยต่อประชาชนก็ไม่ควรให้มี แต่หากปลอดภัยและสร้างประโยชน์ให้กับจังหวัดเชียงราย สามารถสร้างเงินสร้างงานให้กับประชาชนโดยรวม ไม่ตกอยู่ในการครอบงำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะเป็นสิ่งที่ดี จึงอยากจะให้คณะกรรมการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดเชียงราย พิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมไม่อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์กันอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ที่สูงสุดและสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



สส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

ด้าน สส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช โฆษกประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาการผลการตรวจวัดคุณภาพไอเสียที่ปล่อยสู่บรรยากาศไม่ว่าจะเป็น Total Suspended Particulate (TSP), Nitrogen Dioxide (NO2), Sulfur Dioxide (SO2), Hydrogen Chloride (HCI), Hydrogen Fluoride(HF), Mercury (Hg), Cadmium (Cd), Lead (Pb), Dioxins/Furans และค่าความทึบแสงของเขม่าควัน(Opacity) มีมากเกินเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากเตาเผา ที่มีตามประกาศกระทรวงทรัพยากรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2546 ก็จะส่งผลถึงความไม่ปลอดภัยของประชาชน หากเป็นไปได้ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และมีการทำประชามติอย่างโปร่งใส ก็จะสามารถมีการตกผลึกทางความคิด และมีทางออกร่วมกัน

ดร.ณพลเดช มณีลังกา เลขานุการคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นชาวจังหวัดเชียงราย การที่ประชาชนเข้ามาเรียกร้องเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตามที่กฎหมายวางหลักสิทธิตามหมวด 3 ว่าด้วยหลักสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 41 (1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ (2) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (3) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ประกอบ มาตรา 43 วงเล็บสอง (2) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

ด้วยการนี้จึงควรดำเนินการร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อย่างบูรณาการในมาตรฐานในระดับนานาชาติ เพื่อให้ทุกฝ่ายและประเทศรับรับประโยชน์สูงที่สุดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน