สภากทม.ตั้งคกก.วิสามัญเตรียมพร้อมเลือกตั้งปี 64

64

7 ต.ค.63/นายคำรณ โกมลศุภกิจ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2563 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง

ในที่ประชุม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล เสนอญัตติขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร ในปี 2564 เนื่องด้วยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 เม.ย.62 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สำหรับกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบกับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2562 ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

ทั้งนี้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 กำหนดว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใด จะแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไว้แล้ว

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครในปี2564 โดยที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ดังกล่าว จำนวน 15 ท่าน กำหนดพิจารณาแล้วเสร็จ 90 วัน

ติดตามการแก้ไขปัญหาหลัง สปสช.ยกเลิกหน่วยบริการในพื้นที่กทม.

จากนั้น นายพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ เสนอญัตติขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาในการดูแลประชาชนจากกรณีการยกเลิกสัญญาหน่วยบริการสาธารณสุขและการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศยกเลิกสัญญาหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ตรวจสอบพบการทุจริต โดยได้มีประกาศยกเลิกสัญญาการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ของคลินิกชุมชนอบอุ่นและโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ รวมจำนวน 188 แห่ง ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรหลักประกันภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน ที่จะต้องย้ายสิทธิการรักษาไปยังสถานพยาบาลคู่สัญญาแห่งอื่น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนในการใช้บริการด้านการป้องกันรักษาโรคกับหน่วยบริการปฐมภูมิ เนื่องจากไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน รวมทั้งจะก่อให้เกิดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าไปรับบริการจากสถานพยาบาล

นอกจากนี้ การที่กรุงเทพมหานครร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร และได้งบประมาณมารวมแล้วมากกว่า 1,600 ล้านบาท แต่ผ่านมาแล้ว 3 ปี ยังใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้น ทำให้มีแนวโน้มที่จะระงับการจัดสรรงบประมาณให้กองทุนและอาจมีการเรียกเงินกลับด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีมาตรการรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาการขึ้นทะเบียนคลินิกชุมชนอบอุ่นและโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเพื่อให้กรุงเทพมหานครมีระบบบริการปฐมภูมิที่สามารถดูแลผู้ป่วยบัตรทองได้อย่างมีคุณภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562

ทั้งนี้ รวมทั้งเพื่อให้มีการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานครอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาในการดูแลประชาชนจากกรณีการยกเลิกสัญญาหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร

ด้านพล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากกรณีการยกเลิกสัญญาหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2,100,000 คน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีประชาชนที่มารับการรักษาและรับยาต่อเนื่องประมาณร้อยละ 10 หรือ 200,000 คน

ที่ผ่านมาเลขาธิการสปสช.ได้เข้าพบผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขในเบื้องต้น และพร้อมสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ รวมทั้งงบประมาณแก่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครและศูนย์บริการสาธารณสุขที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน

พล.ต.ท.โสภณ กล่าวว่ากรุงเทพมหานครมีโครงการพบแพทย์ใน 60 นาที แต่จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการเพิ่มขึ้น อาจทำประชาชนต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยมากขึ้นไปด้วย การตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ครั้งนี้ จะทำให้การดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุม มีมติเห็นชอบตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ จำนวน 16 ท่าน กำหนดพิจารณาภายใน 180 วัน

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน