แบงก์ชาติมองรัฐแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด

65

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกโรงระบุรัฐไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ แจงควรลดเหวี่ยงแห ช่วยเหลือแบบเบี้ยหัวแตก ย่อมไร้ประสิทธิผล

1 ต.ค.63/ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้เกิดได้จริง” Restructuring the Thai Economy ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2563 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด 19 นี้ มีข้อควรคํานึงถึงที่สําคัญ เช่น การเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ต้องสอดคล้องกับทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เมื่อวันที่ 28 ก.ย.63

ดร.วิรไท กล่าวว่า จะปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐควรลดการออกมาตรการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแหเป็นการทั่วไปสําหรับทุกคน แต่ควรเน้นไปให้ตรงจุดกับกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะแรงงานและผู้ประกอบการแต่ละรายมีความสามารถในการฟื้นตัวและการปรับตัวที่แตกต่างกัน การช่วยเหลือทุกคนด้วยมาตรการแบบเป็นการทั่วไป จะทําให้ทรัพยากรที่มีจํากัดอยู่แล้วถูกใช้แบบเบี้ยหัวแตก ขาดประสิทธิผลและไม่คุ้มค่า

“เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาครัฐขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และอาจไม่สามารถคัดสรรกลุ่มผู้ประกอบการที่สมควรได้รับความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง หลายเรื่องภาครัฐ จึงไม่จําเป็นต้องดําเนินการเอง แต่ต้องอาศัยกลไกตลาดเป็นตัวช่วยในการคัดกรอง ติดตาม และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุนกลไกตลาดเหล่านั้นให้ทํางานได้เต็มประสิทธิภาพ” ดร.วิรไท กล่าว

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกหลายรอบที่ผ่านมา คือการที่ภาครัฐให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่มีผลิตภาพต่ำ ไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ด้วยตนเอง ถ้าความช่วยเหลือจากภาครัฐยุติลง หรือที่เรียก กันว่า zombie firms การให้ความช่วยเหลือที่มากเกินควรแก่ธุรกิจเหล่านี้ มีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจหลายประการ เพราะนอกจากจะทําให้ธุรกิจเหล่าน้ันขาดแรงจูงใจในการปรับตัวและพัฒนาผลิตภาพแล้ว กลไกการแข่งขันจะถูกบิดเบือนด้วย

ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือในขณะนี้จะทําให้กำลังการผลิตส่วนเกินคงอยู่ต่อเนื่อง คอยตัดราคา ทําให้ธุรกิจที่ปรับตัวเองหรือมีศักยภาพสูงอยู่รอดได้ยากด้วย

ที่สำคัญ ภาครัฐจะสูญเสียทรัพยากรที่ควรนําไปใช้ส่งเสริมแรงงานและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ทําให้การจัดสรรทรัพยากร ขาดประสิทธิภาพ ผลิตภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยลงซึ่งต้องเร่งแก้ไขและมองภาพให้ชัดเจน มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยจะยุ่งเหมือนลิงแก้แหก็มีโอกาศเป็นไปได้

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน