“วิชา”เชื่อผลสอบคดี “บอส”ไม่สูญเปล่า เหตุสังคมจับตา

91

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 63 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการจัดการเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนกระบวนการยุติธรรม กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน” โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานการปาฐกถาพิเศษ ในการเสวนา“ถอดบทเรียนกระบวนการยุติธรรม กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน”

พร้อมกันนี้ยังมี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.ศักดิ์ณรงค์ มงคล ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ผศ.ดร.ธานี วรภัทร์ ประธานคณะทำงานด้านการประมวลข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ ในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ๆ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในการเสวนา โดยมี นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ (สคทส.) และ อาจารย์ นิดาวรรณ เพราะสุนทร หัวหน้าหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะ
นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีนิสิตนักศึกษา ประชาชน และสื่อมวลชนหลายแขนงให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวต่อกรณีอัยการรอเอกสารฉบับเต็มของคณะตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก่อนจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัยกับอัยการ ว่า ได้ประสานไปยัง ป.ป.ท. ให้ส่งเอกสารทั้งหมดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตรวจสอบบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเช่น นักวิชาการที่มาคำนวณความเร็วรถยนต์ของนายวรยุทธฯ ในวันเกิดเหตุ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินคดีดังกล่าว ตนเชื่อว่าไม่สูญเปล่าเพราะถูกจับตาจากสังคม อย่างไรก็ตามการทำงานของตน และส่งรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วนั้น ไม่ใช่กดดันให้หน่วยงาน โดยเฉพาะ อัยการต้องเร่งสั่งฟ้องคดีใหม่ เพราะในคดีหากพบหลักฐานใหม่สามารถนำคดีพิจารณาได้ใหม่ ส่วนกรณีที่อัยการยังยืนยันว่าคำสั่งไม่ฟ้องคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสุงสุด เป็นสิ่งที่ถูกต้องนั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการอัยการ ที่จะพิจารณาและตั้งกรรมการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ เพราะที่ผ่านไม่เคยมีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยมาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สังคมวิจารณ์ถึงการทำงานของคณะทำงานตรวจสอบว่าเป็นไปตามใบสั่งของนายกรัฐมนตรีต่อการแทรกแซงการทำงานของกระบวนการยุติธรรม หรือไม่

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชาฯ กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการแทรกแซง แต่เป็นความเห็นเฉพาะบุคคล และต้องผ่านระบบขององค์กรอัยการ อีกทั้งการประพฤติผิดทางจริยธรรมเป็นเรื่องร้ายแรงจึงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. และศาล ส่วนตัวมองว่า หากเจ้าหน้าที่อยู่ในระบบที่อ่อนแอ มีการทุจริต ก็จะก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นสิ่งที่มีความสำคัญต่อมา คือ การปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเพราะตำรวจไม่ต้องการให้มีการปฏิรูปฝ่ายสืบสวนสอบสวน ให้มีความเป็นอิสระ ซึ่งตนยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ ฉบับนายมีชัยฯ จะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

และเมื่อถามถึงความเห็นของสังคมต่อการเปรียบเทียบกับคดีวิคตอเรีย ซีเคร็ท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์​และฟอกเงิน ซึ่งอัยการไม่สั่งฟ้อง เช่นกัน แต่ไม่พบการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซี่งต่างจากคดีของนายวรยุทธฯ

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชาฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวดีเอสไอคงพิจารณา แต่รายละเอียดนั้นตนไม่ทราบ ทั้งนี้ตนมองว่าไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมการตรวจสอบทุกเรื่อง แต่เมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างสองคดีที่คล้ายกัน เชื่อว่านายกฯจะคิดหนัก พร้อมเสนอแนะให้ใช้คดีของ บอส อยู่วิทยา ถอดเป็นบทเรียนในการตรวจสอบคดีวิคตอเรีย ซีเคร็ท และคดีอื่นๆ ที่คล้ายกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามย้ำถึงขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อการเชิญผู้เชี่ยวชาญของศาลซึ่งตรวจสอบสภาพความเสียหายของรถ คือ พ.ต.ท.สมยศ แอบเนียม และ พ.ต.ท.สุรพล เดชรัตนวิชัย หรือไม่ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวว่า คณะทำงานได้เชิญ นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ นักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตรวจสอบ และ นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้ข้อมูลเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการในคดีดังกล่าวถือว่าได้ดำเนินการโดยชอบตามอำนาจหน้าที่แล้วหรือไม่ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชาฯ กล่าวเพียงว่า “ท่านอาจไม่รู้เกี่ยวกับรายละเอียดของคดี ดังนั้นตำรวจต้องสอบสวนเอง”

เมื่อถามย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นจะกระทบความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของตัวบุคคล และเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เพราะเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นคนตั้งทั้งนี้ตนเชื่อว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน เป็นตำรวจโดยอาชีพ

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม / รายงาน