กทม.เปิดสายด่วนโควิด-19

57

กทม. สร้างความมั่นใจปลอดภัยจากโควิด-19 เปิดสายด่วนให้ผู้ป่วยหรือผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อ

7 ก.ย.63/พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ความคืบหน้าล่าสุดของผลการดำเนินงานควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 โดยศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำนักอนามัย ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 63 เวลา 17.00 น. พบว่า ร้าน First cafe at Khao San road ที่มีผู้สัมผัสรวม 127 คน เสี่ยงสูงจำนวน 2 คน โดยได้ทำการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค (PUI) ที่โรงพยาบาลวชิระ จำนวน 1 คน ไม่พบเชื้อ และ PUI จำนวน 1 คน ณ โรงพยาบาลกลาง ไม่พบเชื้อ ได้กักตัวทั้ง 2 คน เพื่อติดตามเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลนั้น

ส่วนผู้เสี่ยงต่ำ 125 คน ให้ปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค และ Self Quarantine พร้อมประชาสัมพันธ์ให้คัดกรองโควิดผ่าน Website BKK Covid-19

นอกจากนี้ยังจัดรถพระราชทานให้บริการเก็บสิ่งส่งตรวจของประชาชนที่มีความกังวลบริเวณถนนข้าวสาร จำนวน 112 คน พบว่าไม่มีผู้ติดเชื้อ โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อได้สั่งปิดสถานที่ดังกล่าวจนกว่าสำนักงานเขตจะอนุญาตให้เปิดบริการต่อไป

อย่างไรก็ดี กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจจากผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 รวมถึงให้ผู้มีความเสี่ยงกักตัวเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 14 วัน

ขณะเดียวกันยังจัดเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณสถานประกอบการที่ผู้ติดเชื้อทำงาน และสถานที่พักอาศัยของผู้ติดเชื้อ

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลดความกังวลปัญหาการแพร่ระบาด หรือกังวลว่าตนจะติดเชื้อ กรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินการจัดทำแบบประเมินความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง ด้วยระบบคัดกรองความเสี่ยง BKK COVID-19 ผ่านเว็บไซต์ http://bkkcovid19.bangkok.go.th ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ระบบจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น การคัดกรองผ่านแบบประเมินประวัติเสี่ยง และการคัดกรองผ่านแบบประเมินอาการ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ออกแบบโดยทีมแพทย์ นักวิชาการ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และเป็นแบบฟอร์มที่ใช้จริงในโรงพยาบาลเพื่อการสอบสวนโรคของกลุ่มเสี่ยง เมื่อประเมินผลแล้วระบบจะวิเคราะห์ว่าบุคคลนั้นอยู่ในกลุ่มใด จาก 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไม่พบประวัติเสี่ยง (สีเขียว) กลุ่มเฝ้าระวัง (สีเหลือง) กลุ่มเสี่ยง (สีส้ม) และกลุ่มเข้าเกณฑ์สงสัย (สีแดง) เพื่อดำเนินการต่อให้เหมาะสม

หากระบบประเมินว่ามีความเสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรไปสอบถามอาการ ให้ความรู้ และทำการยืนยันอาการ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ทำการประเมินแล้วพบว่าเป็นผู้ที่ต้องได้รับการตรวจ ระบบจะนัดผู้ที่ต้องได้รับการตรวจมาตรวจอาการด้วยวิธีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง (SWAB) จมูกหรือปาก และส่งไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (LAB) ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หรือห้อง LAB ของโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ได้มาตรฐาน เช่น โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลกลาง โดยระบบจะจัดให้ประชาชนได้รับการตรวจ ณ สถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกของประชาชน และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ

ที่สำคัญ กรุงเทพมหานครจะเก็บข้อมูลทั้งหมดของผู้เข้าใช้ระบบ BKK COVID-19 เป็นความลับ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับบุคคลอื่น

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เปิดสายด่วนเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีความกังวลต่อความเสี่ยงการติดเชื้อ สามารถแจ้งข้อมูลและขอคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1646 และ 1669

ศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (EOC) หรือ สายด่วน 1422 กรมควบคุมโรค หรือ 0- 2245 -4964 , 0-2203 -2393 และ 0-2203-2396 (ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) และ 09-4386-0051 , 08-2 001-6373 (ให้บริการเวลา 08.00 – 16.00 น.) สายด่วนกองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งข้อมูลและขอคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลในสังกัดกทม.ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน