“ลุงตู่”คิกออฟ โครงการทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

111

ช่วงบ่ายวันที่ 25 ส.ค.63 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) บริเวณทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา – แพร่งขาหยั่ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมี นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวรายงาน โดยมี รองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากภาคตะวันออกมาร่วมงานกว่า 2,000 คน  ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเสาหลักนำทาง และกระบวนการผลิตแผ่นหุ้มแบริเออร์ เป็นอุปกรณ์ด้านการจราจรที่พร้อมสำหรับนำไปติดตั้งบนถนน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด “ยางพาราไทย เพิ่มความปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยมีการถ่ายทอดสด Live ผ่านโปรแกรม Zoom กับชาวสวนยางในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐ โดยความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางมีศักยภาพในการผลิตเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตยางพารา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการศึกษา วิจัย การนำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้าง และอุปกรณ์ทางจราจร เพื่ออำนวยความปลอดภัยทางถนนได้เป็นผลสำเร็จ และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา และสนับสนุนเครื่องมือและวัตถุดิบในการผลิตหลักนำทางและที่ครอบแบริเออร์ให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานและราคาตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด

ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 807 แห่ง สมาชิก 223,155 ราย สมาชิกในครอบครัว จำนวน 900,224 ราย พื้นที่ปลูกยางพาราของสมาชิกสหกรณ์  3,462,646 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 820,647 ตัน/ปี ขณะที่สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารา ทั้งรวบรวมน้ำยางสด ยางก้อนถ้วน แปรรูปยางแผ่นรมควัน ยางเครป ยางแท่งและผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่นๆ  มีจำนวน 661 แห่ง ปริมาณรวม 475,258 ตัน/ปี มูลค่ากว่า 16,998 ล้านบาท

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และแผ่นยางธรรมชาติ  ครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจร เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ให้กับผู้แทนของสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อม จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดสตูล มีสถาบันเกษตรกร 13 แห่ง ในพื้นที่ 11 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดตรัง ยะลา นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ พัทลุง บึงกาฬ ลำปาง อุทัยธานี และระยอง ที่เข้าร่วมโครงการผู้ผลิตแผ่นยางธรรมชาติ ครอบกำแพงคอนกรีต เข้ารับการอบรม และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดจันทบุรี   มีสถาบันเกษตรกร 10 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดพัทลุง ยะลา ตรัง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ บุรีรัมย์ ลำปาง เลย และอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ

ทั้งนี้ สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ที่มีศักยภาพในการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) มีจำนวน 18 แห่ง กำลังการผลิต 1,200 กิโลเมตร/ปี และมีสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง (RGP) จำนวน 13 แห่ง  กำลังการผลิต 832,800 ตัน/ปี ซึ่งโครงการส่งเสริมการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติและผลิตยางแผ่นธรรมชาติครอบแบริเออร์ จะช่วยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน มีศักยภาพในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา จำนวน 31 แห่ง สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ 5,384.09 ล้านบาท  จากการคาดการณ์ในระยะที่ 1 นี้ จะสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรได้ 34,481 ตัน และเมื่อคิดตลอดโครงการฯถึงปีงบประมาณ 2565 จะรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกร เพื่อใช้ในการผลิตได้ 1.007 ล้านตัน เกิดการจ้างงานในชุมชน และช่วยกระดับราคายางพาราได้ไม่น้อยกว่า 30 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับ 30,018 ล้านบาท เป็นการสร้างกลไกตลาดที่ช่วยยกระดับและสร้างเสถียรภาพ  ราคายางพารา และสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกด้วย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะลดความสูญเสีย ช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้มีมั่นคงต่อไป

กานต์ เหมสมิติ/รายงาน