ชุลมุนสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วพัทลุงมีทั้งคนเห็นด้วยและคัดค้าน

172

จากกรณีกลุ่มชาวบ้านท้องที่หมู่ที่ 1 ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ประมาณ 100 คน โดยการนำของนายเดชา เหล็มหมาด อายุ 39 ปี  เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน ของกรมชลประทาน ณ บริเวณหน้าสำนักงานโครงการชลประทานพัทลุง ต.ท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง จากนั้นเดินเท้ามายื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วฯ ต่อ นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี พร้อมรวมตัวมาพักค้างคืนเพื่อขอรับคำตอบ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุงจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2563 หากยังไม่ได้รับคำตอบกลุ่มชาวบ้านเหมือนตะกั่ว อ.ป่าบอน จะเดินทางไปพบกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.63 ผู้สื่อข่าว จ.พัทลุง รายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้ปักหลักชุมนุมและพักค้างคืน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มชาวบ้านนักการเมืองท้องถิ่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนได้ทยอยมาให้กำลังใจ พร้อมนำอาหารมาให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ขณะที่ข้าราชการบางกลุ่มได้เข้ามาเจราให้นายเดชาฯแกนนำ ยกเลิกการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ แต่นายเดชาฯยืนยันว่าการชุมนุมประท้วงจะสิ้นสุดลงในตอนเที่ยงวันที่ 21ส.ค.ไม่มีการยกเลิกก่อนกำหนดโดยเด็ดขาด ส่วนการยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี และต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ ยังไม่มีผลตอบรับแต่อย่างใด  ทางแกนนำผู้ชุมนุมประท้วงฯจึงได้เตรียมค่าใช้จ่ายเพื่อเดินทางเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ และ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรีทั้ง 2 ท่าน และคณะ จะลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่จังหวัดพัทลุง ในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 นี้ คาดว่าจะเดินทางในวันที่ 24 สิงหาคม ส่วนค่าน้ำมันในการเดินทางส่วนหนึ่งมาจากการลงขันของกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้มาจากการขายน้ำยางสด

นายเดชาฯ กล่าวต่อไปว่า ตามที่ตนและแกนนำผู้ชุมนุมประท้วง ฯได้ยื่นหนังสือถึงนายประเสริฐพงศ์ ศรนุวัฒน์ สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ก็เพื่อให้กรรมาธิการดังกล่าวตรวจสอบว่าที่ดินสร้างเขื่อนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมากจนส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ลดน้อยลงนั้นคุ้มค่าต่อการสร้างเขื่อนหรือไม่ และการสร้างเขื่อน 2 เขื่อนที่ผ่านมา คือ เขื่อนป่าบอน ที่อยู่ห่างจากเขื่อนเหมืองตะกั่ว 3 กม. และเขื่อนคลองหัวช้างที่อยู่ห่างจากเขื่อนเหมืองตะกั่วเพียง 14 กม. โดยทั้ง 2 เขื่อนได้ทำลายพื้นที่ป่าไม้ สายน้ำ ระบบนิเวศนับ 10,000 ไร่นั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่งนี้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

ในส่วนของกรมชลประทานได้สำรวจผู้ได้รับการเวนคืนในเขตป่าสงวนฯและรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 106 ราย กรมชลประทานใช้หลักเกณฑ์ใด จึงขอให้คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวเข้ามาสำรวจตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านี้เข้ามาทำประโยชน์ในพื้นที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายพื้นที่ป่าสงวนฯและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ามีคนในพื้นที่เพียง 15 รายเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นคนนอกพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะเข้ามากว้างซื้อที่ดินเพื่อหวังค่าเวนคืนและผลอาสิน การดำเนินงานดังกล่าวของกรมชลประทานจึงถูกต้องหรือไม่ และสิ่งสำคัญกรรมาธิการฯจะต้องตรวจสอบรายงานเท็จด้านการศึกษาในด้านต่างๆของกรมชลประทานที่นำไปสู่การสร้างเขื่อนในครั้งนี้ด้วย

เย็นวันเดียวกัน กลุ่มชาวบ้านตำบลหนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ประมาณ 100 คน ภายใต้การนำของนายหมัดยูนาน เหล็มหมาด ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.หนองธง อ.ป่าบอน ได้นัดรวมตัวข้างอนุสาวรีย์พระยาทุกขราษฎร์(ช่วย) ต.ท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง จากนั้นเดินเท้าเข้ายื่นรายชื่อผู้ร้องทุกข์และรายชื่อเจ้าของที่ดินโครงการเขื่อนเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่อนายกรัฐมนตรีผ่านนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลง ณ บริเวณหน้าสำนักงานโครงการชลประทานพัทลุง โดยมีนางนารถหทัย นาคดำ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพัทลุง รับหนังสือแทน

สำหรับหนังสือดังกล่าวใจความสรุปได้ว่า พวกตนได้ทำกินตามปกติในที่ดินดังกล่าว โดยการปลูกยางพารา ทำสวนผลไม้เมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา นำผลผลิตมาเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว ทุกคนมีจิตสำนึกที่จะเสียสละที่ดินให้กรมชลประทานก่อสร้างเขื่อน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและมีความหวังมาเป็นระยะเวลานานหลายปี ในการรอคอยที่จะให้โครงการดังกล่าวได้เกิดขึ้น พวกเราในฐานะเจ้าของที่ดินทั้งหมดที่มีที่ดินอยู่ในเขตการก่อสร้าง รวมถึงชาวบ้านทั้งตำบลหนองธงทั้ง 9 หมู่บ้าน ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร ฯลฯ มาเป็นประจำทุกปี จึงต้องขอมาทวงถามความเป็นธรรมจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อที่จะได้บรรเทาทุกข์แก่ประชาชนผู้เดือดร้อน และจะมีการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวเมื่อไร พร้อมกันนั้นชาวบ้านที่มีเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่ ม.1 ต.หนองธง จำนวน 106 ราย จึงขอความอนุเคราะห์มายังกรมชลประทาน ได้ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านด้วย

สุธรรม คงเพชร จ.พัทลุง/รายงาน