รองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินติดตามการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านเหมืองตะกั่ว

181

ผู้สื่อข่าว จ.พัทลุง รายงานว่า จากกรณีกลุ่มชาวบ้านท้องที่หมู่ที่ 1 ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ประมาณ 100 ภายใต้การนำของนายเดชา เหล็มหมาด อายุ 39 ปี ได้เดินทางมาคัดค้านการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน ของกรมชลประทาน ณ บริเวณหน้าสำนักงานโครงการชลประทานพัทลุง ต.ท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง จากนั้นได้เดินเท้ามายื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่อนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี พร้อมรวมตัวมาพักค้างคืนเพื่อขอรับคำตอบจาก ผวจ.พัทลุง ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุงจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2563 หากยังไม่ได้รับคำตอบกลุ่มชาวบ้านเหมือนตะกั่ว อ.ป่าบอน ก็จะเดินทางไปพบกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ในตอนสายวันนี้(ที่ 19) นายประเสริฐพงศ์ ศรนุวัฒน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามการชุมนุมคัดค้านการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน จากนั้นได้ประชุมร่วมกับนายพรพนม จันทรเทพ ป้องกันจังหวัดพัทลุง ผู้แทน กอ.รมน.จังหวัดพัทลุง นายเดชาฯ พร้อมตัวแทนชาวบ้านที่มาชุมนุมคัดค้าน ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันจังหวัดพัทลุง จากนั้นได้ลงมาพบและพูดคุยกับกลุ่มชาวบ้านที่มาชุมนุมคัดค้านการสร้างเขื่อนดังกล่าว และรับหนังสือจากนายเดชา ฯ ทีมีถึงประธานกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้ที่ดิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วในครั้งนี้

นายประเสริฐพงศ์ฯ เผยว่า การชุมนุมของชาวบ้านเหมืองตะกั่วในครั้งนี้เป็นการสละความสุขส่วนตัวเพื่อบ้านเมือง ซึ่งคนพัทลุงและทั่วประเทศจะต้องรับรู้ถึงความเดือดร้อนของกลุ่มชาวบ้านที่มีการต่อสู้กับการสร้างเขื่อนมานานกว่า 6 ปี จนบางรายถูกยิงถล่มบ้านด้วยอาวุธปืนสงคราม การแสดงออกของชาวบ้านทางด้านเสรีภาพเบื้องต้นในครั้งนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบว่าโครงการดังกล่าวมีที่ไปที่มาอย่างไร มีการหมกเม็ดหรือไม่ คุ้มค่าต่อการก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งตนจะได้นำข้อมูลจากกลุ่มชาวบ้านไปหาช่องทาง เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงของการสร้างเหมืองตะกั่วได้รับการคลี่คลายต่อไป ไม่ว่ากรณีที่ชาวพัทลุงจับโกหกการรายงานว่า “ เมืองพัทลุงเป็นเมืองมะขามหวาน” และการรายงานสิ่งแวดล้อมที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง การสงสัยของชาวบ้านในกรณีที่มีการเข้าไปอยู่อาศัยของคน 106 ราย ที่รัฐจะต้องนำเงินไปจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สิน เขื่อน 2 เขื่อนที่สร้างไปก่อนหน้านี้ที่อยู่ใกล้กันคุ้มค่าหรือไม่ หากไม่คุ้มค่าเหมือนกับกลุ่มชาวบ้านร้องเรียนแล้วทำไมจึงต้อสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วอีก

นายประเสริฐพงศ์ฯ ยังกล่าวอีกว่า ประการสำคัญเมื่อเรื่องเกิดขึ้นภายในจังหวัดกลับแก้ไม่ได้ ต้องไปแก้ปัญหาในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาการรวมศูนย์อำนาจในส่วนกลาง ซึ่งทางพรรคก้าวไกลได้ต่อสู่ในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆภายในจังหวัดได้จบสิ้นภายในจังหวัดนั้นๆ โดยไม่ต้องให้ชาวบ้านมาชุมนุมประท้วง นอนตากยุงเหมือนในขณะนี้ สำหรับการชุมนุมของชาวบ้านในครั้งนี้เป็นการจุดประเด็น จุดประกายความคิดให้คนทั่วประเทศได้รับรู้ว่าโครงการของรัฐที่ผ่านมาไม่ได้รับการตอบสนองของประชาชนจริงหรือไม่ คุ้มค่าต่อภาษีของพี่น้องประชาชนหรือไม่ เนื่องจากตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมาที่ คสช.บริหารประเทศ และในวันนี้ที่ พล.เอก ประยุทธฯ บริหารประเทศต่อนั้น ยังไม่มีการตรวจสอบความเดือดร้อนจากการบุกุกพื้นที่ปาไม้แต่อย่างใด การชุมนุมของชาวบ้านในครั้งนี้จึงเป็นกาตรวจสอบที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่มารับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านเหมืองตะกั่วในครั้งนี้ มิได้มุ่งหวังโจมตีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด หรือมุ่งโจมตี ส.ส.พัทลุง แต่มาด้วยจิตสำนึกของผู้แทนปวงชนชาวไทยที่จะต้องมีหน้าที่ดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ คาดว่าหลังจากนี้ ส.ส.พัทลุง จะเข้ามาดูแลชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย และการชุมนุมของชาวบ้านในครั้งนี้เป็นการสะท้อนความอ่อนแอของภาครัฐ และสะท้อนถึงความเข็มแข็งของชุมชนที่ถูกทำลายโดยวิธีคิดที่ไม่เชื่อมั่นว่าประชาชนเขารอบรู้ เขาคิดดี และเขาคิดได้ เหมือนกับการออกมาชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในขณะนี้ ที่ถูกมองว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ปัญหาของบ้านเมืองจึงมีขึ้นโดยไม่มีวันสิ้นสุด ในส่วนของการบุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ป่าไม้นั้น จะต้องใช้อำนาจรัฐดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังอย่างเฉียบขาด แต่ในวันนี้อำนาจรัฐยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ จนส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายลดลงไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในส่วนของนายเดชาฯและแกนนำชาวบ้านที่มีกำหนดไปพบนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล และนอนพักค้างคืนเพื่อรอคำตอบจากนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ในระบอบประชาธิปไตย และหากมีการเดินทางกันจริงตนก็จะต้องเข้ไปดูแลกลุ่ชาวบ้านดังกล่าวด้วย

สุธรรม คงเพชร จ.พัทลุง/รายงาน