ตลาดไม้ดอกไม้ประดับไทยต้องอึด อดทนรอการฟื้นตัวอีกระยะ

188

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กรมเจรจาฯ มั่นใจศักยภาพไม้ดอกไม้ประดับไทย ระยะยาวจะสามารถฟื้นตัว รักษาแชมป์ส่งออกได้ หนุนช่วงนี้ต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอฝ่าวิกฤติโควิด-19

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคม 2563 เพื่อศึกษาโอกาสในการพัฒนาศักยภาพไม้ดอกไม้ประดับ (พิกัดศุลกากร 06) และพืชผัก (พิกัดศุลกากร 07) ของไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)

ปี 2562 ไทยเป็นผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับอันดับที่ 3 ของเอเชีย (รองจากจีน และมาเลเซีย) และอันดับที่ 11 ของโลก แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยลดลง โดยในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2563 มูลค่าการส่งออกสินค้าไม้ดอกไม้ประดับและพันธุ์ไม้ (พิกัดศุลกากร 06) ของไทยอยู่ที่ 46.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

ทั้งนี้ การส่งออกไปตลาดหลักของไทยส่วนใหญ่หดตัว อาทิ สหรัฐอเมริกา (ส่งออก 8.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 46%) ญี่ปุ่น (ส่งออก 8.38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 17%) สหภาพยุโรป (ส่งออก 5.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 40%) และเกาหลีใต้ (ส่งออก 3.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 31%)

อย่างไรก็ดี ตลาดส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี คือ อาเซียน อาทิ ลาว (ส่งออก 0.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 16%) และเมียนมา (ส่งออก 0.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 45%)

สำหรับสินค้าที่มีการขยายตัวในตลาดเมียนมา และลาว ได้แก่ ดอกกล้วยไม้ ไม้ประดับ เช่น มอสและไลเคน เป็นต้น จึงใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่ พบปะหารือนักวิจัยพัฒนาพันธุ์ และเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

นางอรมน กล่าวว่า ในระยะสั้น คาดว่าแนวโน้มความต้องการไม้ดอกไม้ประดับในตลาดโลกจะยังคงชะลอตัวเนื่องจากวิกฤติโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถคุมได้ในหลายประเทศ ทำให้การท่องเที่ยว การจัดประชุม สัมมนา การจัดงานกิจกรรมต่างๆ หยุดชะงัก และความต้องการใช้ไม้ดอกไม้ประดับในการตกแต่งสถานที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ หดตัวตามไปด้วย แต่ในระยะยาว หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เชื่อมั่นว่าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของไทยจะมีศักยภาพในการส่งออกและกลับมาขยายตลาดได้เพิ่มอีก เนื่องจากข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี รวมทั้งมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน ประกอบกับปัจจุบันนักปรับปรุงพันธุ์ของไทยมีความสามารถพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆ ที่มีความสวยงามออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ไทยมีแต้มต่อทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ได้ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดทางการค้าต่างๆ โดยเฉพาะกำแพงภาษีศุลกากร ส่งผลให้สินค้าไม้ดอกไม้ประดับทุกรายการของไทยที่ส่งไปขายในประเทศคู่เอฟทีเอ 17 ประเทศ (ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู) ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแล้ว เหลือเพียงอินเดียที่ยังคงภาษีนำเข้าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับบางรายการไว้ เช่น ดอกกุหลาบและกิ่งชำ มอสและไลเคน ในอัตราภาษีที่ 5% ดอกกล้วยไม้ในอัตราภาษีที่ 60%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ จึงเป็นช่วงที่นักวิจัยพัฒนาพันธุ์ของไทย จะเร่งพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆ เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าแฟชั่นที่ต้องมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่อยู่เสมอตามความต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรปรับเปลี่ยนช่องทางการทำตลาด โดยหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น รวมทั้งใช้ข้อได้เปรียบทางภาษีโดยเจาะตลาดส่งออกไปยังประเทศที่ไทยมีความตกลงเอฟทีเอด้วย ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีโครงการที่จะพาเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไม้ดอกไม้ประดับไทยไป

นางอรมน กล่าวว่าการสำรวจตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ นำร่องที่สิงคโปร์ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เพราะเห็นว่าสินค้าไม้ดอกไม้ประดับเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ หากได้รับการดูแลพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ไทยสามารถรักษาจุดแข็งและคงความเป็นท๊อปเทนผู้ส่งออกโลกในสินค้านี้ได้

ที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยไปตลาดโลกจากปีก่อนมีเอฟทีเอ (ปี 2535) กับปัจจุบัน (ปี 2562) พบว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกกล้วยไม้ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกได้เป็นอันดับต้นของโลก พบว่าจากที่ไทยเคยส่งออกกล้วยไม้สู่ตลาดโลกได้ 27.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2535 เป็นส่งออกได้ 69.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2562 คิดเป็นการขยายตัว 152 % โดยประเทศคู่เอฟทีเอที่เป็นตลาดส่งออกกล้วยไม้ที่สำคัญของไทย และการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนมีเอฟทีเอ เช่น อาเซียน ขยายตัว 11,900% และจีน ขยายตัว 358%

ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับและพันธุ์ไม้สู่ตลาดโลกมูลค่า 132.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ส่วนแบ่งตลาด 22% ของการส่งออกสินค้าไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดของไทย) ญี่ปุ่น (ส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 16) อาเซียน (ส่วนแบ่งตลาด 15% มีเวียดนาม เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 1 ในอาเซียน) สหภาพยุโรป (ส่วนแบ่งตลาด 14% มีเนเธอร์แลนด์ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ในสหภาพยุโรป) และ เกาหลีใต้ (ส่วนแบ่งตลาด 6%) สินค้าส่งออกสำคัญ คือ ดอกกล้วยไม้ ต้นกล้วยไม้ ไม้ประดับ

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์ รายงาน