สภาเอสเอ็มอีเสนอแนวทางใช้ SoftLoan ธปท.เพิ่ม แนะใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากผ่านโมเดลจังหวัด

368

“สภาเอสเอ็มอีให้ข้อมูล กมธ.ติดตามเงินกู้ 3 ฉบับ เสนอแนวทางการใช้มาตรการ Soft Loan 500,000 ล้านบาทของแบ็งค์ชาติสู่ SMEs 3 กลุ่ม และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฯ 400,000 ล้านบาท ผ่านโมเดลจังหวัด เพื่อรักษาการจ้างแรงงานและประคองธุรกิจในสถานการณ์ไม่ปกติ แนะตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนกำหนดกลไกพิเศษช่วยเหลือ SMEs และตั้งอนุกรรมาธิการติดตาม พร้อมกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการ”

วันที่ 11 สิงหาคม 2563 : นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) พร้อมคณะให้ข้อมูลกับกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงิน ตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน โดยได้สะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่าปี พ.ศ. 2543 มีพระราชบัญญัติส่งเสริม SMEs ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีการกำหนดนิยามของ SMEs ที่จะให้การส่งเสริมอย่างชัดเจนอยู่ในกฎหมายนั้น

ไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี)

และไม่มีพระราชบัญญัติสภาเอสเอ็มอีที่เป็นองค์การภาคเอกชนในการเป็นผู้แทนของ SMEs ในการสะท้อนปัญหาและความต้องการของ SMEs ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น การรวมตัวกันของ SMEs ปัจจุบันอยู่ในรูปของสมาคม มูลนิธิ ที่มีกว่า 90,000 องค์การที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย และชมรม สหพันธ์ สมาพันธ์ต่างๆ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เพื่อช่วยเหลือกันเองในรูปแบบต่างๆ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาเชิงข้อมูลและพื้นฐานของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีพฤติกรรมเหมือนเด็กวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ต้องการถูกครอบงำโดยผู้ปกครอง แต่เลือกที่จะเชื่อผู้นำของกลุ่ม ดังนั้น หากภาครัฐดำเนินนโยบายจากบนลงล่างก็จะพบว่ามีปัญหามากมายเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ซึ่งปัญหาหลักๆ ของ SMEs ประกอบไปด้วย 3 เรื่อง ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การตลาด และองค์ความรู้และนวัตกรรม โดยข้อมูลจากการสำรวจของสภาเอสเอ็มอี พบว่า SMEs มีความต้องการเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากที่สุด ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารได้ ขณะที่กลุ่มที่ธุรกิจเติบโตเกินระดับ 50 ล้านบาทต่อปี จะสนใจด้านมาตรการทางด้านภาษีมากกว่า

ประเทศไทยมี SMEs อยู่มากกว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 99.79 ของวิสาหกิจทั้งหมด แต่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพียงร้อยละ 23 มีการจ้างแรงงานเกือบ 14 ล้านอัตรา โดยอยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากรประมาณ 600,000 ราย และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารมีเพียง 486,000 ราย และกำลังจะเป็น NPL กว่า 100,000 ราย

นอกจากนี้ ภาครัฐยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการวิจัยเชิงพยากรณ์ว่า SMEs จะมีกระแสเงินสดสำรองในการดำเนินกิจการอยู่ได้เท่าใด ซึ่งจากรายงานของสหรัฐอเมริกา พบว่า ในหลายๆ อุตสาหกรรมมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ได้เพียง 27 วันเท่านั้น

ในส่วนของมาตรการ แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นำเสนอเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการ Soft Loan 500,000 ล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากปละสังคม 400,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ จึงเสนอให้ใช้กลไกพิเศษในการพิจารณาความช่วยเหลือด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน

มาตรการ Soft Loan 500,000 ล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันปล่อยไปได้แล้วประมาณ 110,000 ล้านบาท ซึ่งสภาเอสเอ็มอีเสนอแนวทางในการเข้าถึงสินเชื่อตามมาตรการ Soft Loan นี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1) SMEs ที่อยู่ในระบบธนาคารปกติ เป็นลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่ออยู่กับธนาคารพาณิชย์เดิม และมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมมาตรการ (ไม่เป็น NPL) แต่ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการ Soft Loan นี้ได้ เนื่องจากวงเงินสินเชื่อเดิมเต็มและหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอ รวมทั้งบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ไม่สามารถเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับมาตรการ Soft Loan นี้ได้ ในกรณีนี้ ขอเสนอให้ธนาคารพาณิชย์ที่ SMEs มีวงเงินสินเชื่ออยู่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมอีกร้อยละ 20 จากวงเงินสินเชื่อเดิม โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันของวงเงินสินเชื่อเดิม เนื่องจาก หลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันวงเงินสินเชื่อนั้น หากเป็นอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างรวมที่ดินจะสามารถค้ำประกันวงเงินได้ร้อยละ 75-80 ขณะที่หากเป็นที่ดินเปล่าสามารถค้ำประกันวงเงินสินเชื่อได้ร้อยละ 60 ดังนั้น สถาบันการเงินยังมีช่องว่างที่จะประกันความเสี่ยงได้อีกจำนวนหนึ่ง

2) กลุ่ม SMEs ที่เป็น NPL แล้ว และกลุ่มที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้ ขอเสนอให้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็น กรณีพิเศษ ด้วยการให้ บสย. เข้ามาค้ำประกันวงเงินเป็นกรณีพิเศษ และงดเว้นการเรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ย รวมทั้งการบังคับคดีต่างๆ ออกไปก่อนอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้ยังสามารถประคับประคองธุรกิจ รักษาการจ้างแรงงาน และกลับมาดำเนินการได้อย่างเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งหลังสถานการณ์โควิด-19

3) เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 (ต้มยำกุ้ง) ซึ่งเป็นที่มาของการปิดบรรษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไปจำนวนกว่า 50 ราย ที่เป็นแหล่งที่มาของเงินกู้สำคัญสำหรับ SMEs ซึ่งไม่ใช่ระบบธนาคาร (Non Banking System) จึงเป็นการตัดช่องทางการเงินของ SMEs จำนวนมาก ดังนั้น SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคาร ซึ่งมีกว่า ร้อยละ 90 ของ SMEs ทั้งหมด ขอเสนอให้ใช้กลไกพิเศษอื่นที่ไม่ใช่ระบบธนาคารปกติ โดยการให้ SMEs ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากรัฐผ่านองค์การภาคเอกชนเพื่อคัดกรองและรับรองการดำเนินธุรกิจจริงตามลำดับขั้น แล้วรวบรวมนำเสนอเข้ามาพิจารณาในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนระดับจังหวัดทำการคัดกรองและยืนยันอีกชั้นหนึ่ง ก่อนนำส่งรายชื่อให้กับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ Soft Loan พิจารณาอนุมัติตามที่คณะกรรมการร่วมฯ เสนอไป ตามโมเดล SMEs Smart Province ของสภาเอสเอ็มอี

ข้อเสนอมาตรการ Soft Loan 500,000 ล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย
1. ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพิจารณาแนวทาง หลักเกณฑ์และข้อกำหนดการให้ความช่วยเหลือด้านการเข้าถึง Soft Loan ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นคณะทำงาน ประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) และหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยกำหนดกรอบการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

2. ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงิน ตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีกรอบการดำเนินงาน 3-6 เดือน

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นแผนสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนและสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับพื้นที่ ซึ่งมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้คัดกรองโครงการ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ 1) สร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก เน้นการจ้างงาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ท่องเที่ยวชุมชน กองทุนหมู่บ้าน และโลจิสติกส์ 2) การลงทุนกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต เน้นเกษตรสมัยใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ ท่องเที่ยวคุณภาพ และ 3) กระตุ้นการอุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยวในประเทศ โดยในระยะที่ 1 ได้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการที่ผ่านการพิจารณาของ สศช. ไปแล้วนั้น ยังไม่มีโครงการใดที่ส่งความช่วยเหลือไปยัง SMEs โดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่จ้างแรงงานกว่า ร้อยละ 85 ของประเทศ ส่วนมากเป็นโครงการภาครัฐที่ดำเนินการร่วมกับเอกชนบางกลุ่มเท่านั้น

ดังนั้น จึงขอเสนอให้ภาครัฐจัดสรรวงเงินในส่วนของ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทนี้ในยอดจำนวน 150,000 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารจัดการผ่านกลไกจังหวัดตามโมเดล SMEs Smart Province ของสภาเอสเอ็มอี เพื่อให้มีกระบวนการให้ความช่วยเหลือ SMEs โดยตรงผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยงบประมาณจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนในจังหวัด (สภาเอสเอ็มอีจังหวัด) ดำเนินการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่ต้องการความช่วยเหลือด้วยกลไกพิเศษ แล้วส่งเงินตรงไปที่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ผ่านการลงทะเบียนและรับรองโดยองค์การที่สังกัด แล้วนำมาพิจารณาร่วมกันในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนระดับจังหวัดเพื่อคัดกรองและรับรองอีกชั้นหนึ่งก่อนอนุมัติให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ SMEs ให้ยังมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจต่อไปและรักษาการจ้างงานในระดับพื้นที่เอาไว้ นอกจากนี้ ยังได้ฐานข้อมูล SMEs ที่เป็นปัจจุบันกลับมาเพื่อให้หน่วยงานรัฐจัดทำฐานข้อมูล SMEs ระดับจังหวัดและประเทศต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจ SMEs มีสภาพคล่องในการดำเนินกิจการและรักษาการจ้างแรงงานต่อไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ข้อเสนอ มาตรการพฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท
1. ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนระดับจังหวัดเพื่อพิจารณาแนวทาง หลักเกณฑ์และข้อกำหนดการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ระดับจังหวัดจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นคณะทำงาน ประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยกำหนดกรอบการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

2. ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงิน ตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ทั้งนี้ ข้อสรุปจากที่ประชุม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมาธิการ ส่งเรื่องต่อให้นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษา ติดตามตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คณะที่ 2 นำข้อเสนอของสภาเอสเอ็มอีไปพิจารณาต่อร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

WC รายงาน