โรคเนื้อเน่าระบาดสาหัส 3 ราย 3 อำเภอ ย้ำไม่ใช่โรคใหม่ ไม่ติดต่อ แต่เป็นภัยเงียบ

108

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2563 เวลา 10.30 น. นายแพทย์พงษ์เทพ วงค์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายปฐมภูมิโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า ได้มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลน่าน เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือเรียกว่าโรคหนังเปื่อย เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลน่านแล้ว จำนวน 3 ราย ยังมีอาการสาหัส 1 ราย โดยพบผู้ป่วยกระจายในทุกอำเภอ พบมากที่สุดคือพื้นที่ อำเภอเวียงสา และ อำเภอท่าวังผา ซึ่งโรคดังกล่าวนี้เป็นโรคผังผืดอักเสบมีเนื้อตาย หรือ โรคเนื้อเน่า เป็นโรคที่ติดเชื้อจากทางผิวหนังลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อจนเป็นแผลพุพอง และมีหนอง ลามเข้าไปถึงกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ซึ่งบางราย ต้องทำการผ่าตัด หรือกรีดเนื้อ เปิดแผล เพื่อให้หนองไหลอกมา

ในเบื้องต้น จากการซักประวัติผู้ป่วย ทราบว่า ส่วนใหญ่แล้ว ได้ไปทำนา และไม่ได้สมรองเท้าบูท หรือ เครื่องป้องกัน ทำให้เกิดแผลจากของมีคมบาดที่บริเวณเท้า หรือขา ทำให้เกิดการอักเสบ หรือ มีเชื้อไวรัส เข้าไปในแผล จนอักเสพพุพองเป็นหนอง และติดเชื้อบริเวณแผล หากโชคร้าย อาจติดเชื้อในกระแสเลือด จนเสียชีวิตได้ ในเบื้องต้นนี้ ผู้ป่วยที่กำลังพักรักษาตัวอยู่นี้ ทางทีมแพทย์ได้ให้ยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด และดูอาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยลักษณะแผลที่เกิดระหว่างติดเชื้อนั้น มีเป็นตุ่มใสๆ มีน้ำอยู่ข้างใน เป็นบริเวณวงกว้าง มีลักษณะคล้ายกับ แผลพุพอง โดนน้ำร้อนหรือรอยไหม้ และมีอาการคันตามบริเวณนั้น เมื่อเกาหรือขยี้บริเวณที่ติดเชื้อก็จะทำให้ลุกลามออกไปอีกเรื่อย เมื่อมีลักษณะดังกล่าว ให้รีบพบเเพทย์ โดยด่วน

ผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าได้เล่าว่า ได้ลงน้ำไปทำนาข้าว ซึ่งมีบาดแผลอยู่แล้วที่หน้าแข้ง ได้ไปที่แปลงนาข้าว เพื่อทำนาระหว่างทำนานั้นไม่ได้ใส่รองเท้า หรือเครื่องป้องกันแต่อย่างใด และเมื่อกลับมาบ้าน ก็รู้สึกว่าคันบริเวณเท้า ได้อาบน้ำล้างเท้า และทายา แต่ก็ไม่หาย และก็คันมาเรื่อยๆ ประมาณ 3 วัน มีไข้ เริ่มมีแผลพุพองขึ้นมา และเริ่มปวดขา จึงได้ให้ญาติ นำตัวส่งโรงพยาบาล เวียงสา/โรงพยาบาลท่าวังผาแล้วส่งต่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลน่าน

นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ได้กล่าวว่า ในลักษณะดังกล่าวนี้ คือ การติดเชื้อไวรัส ทำให้แผลอักเสบ โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถขยายตัวได้ในพื้นที่ๆ ไม่มีออกซิเจนได้ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายคนก็สามารถทำให้ขยายตัวได้เร็วและลุกลามได้เร็วมาก โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้ ถ้ารีบมารักษาทัน ก็สามารถรักษาให้หายได้ ในไม่กี่วัน แต่หากติดเชื้อมานาน หรือมาพบแพทย์ช้า อาจถึงขัดต้องตัดขา หรือ แขน หรือ ส่วนที่ติดเชื้อทิ้ง แต่ถ้าหากโชคร้าย อาจจะถึงกับเสียชีวิตได้

นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและชาวนา ที่ต้องทำงานในแปลงนาข้าว และมักพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฏาคม ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลทำนา ซึ่งแนวโน้มสถานการณ์ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงต้นฤดูกาลทำนา แต่ค่าเฉลี่ยกลับพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากกว่าทุกปี โดยกลุ่มเสี่ยงเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ร่างกายอ่อนเพลีย ดื่มสุรา มีประวัติการใช้ยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงชาวนา เกษตรกร หรือประชาชนที่ต้องทำงานสัมผัสกับดินโคลนเลนโดยตรงเป็นเวลานาน เมื่อเกิดบาดแผลทางผิวหนัง ทำให้ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า มีหลายชนิด เช่น สเตรปโตค๊อคคัส กลุ่มเอ ,คลอสตรีเดี่ยม , เคล็บเซลลา, สแตฟิโสค๊อกคัส ออเรียส ,อีโคไล และ แอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่และไม่เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นโรคเฉพาะบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมีบาดแผลทางผิวหนังและได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่ประเด็นเรื่องสารเคมีในพื้นที่การเกษตรเป็นสาเหตุของโรคเนื้อเน่า ยังไม่มีรายงานผลการวิจัย หรือรายงานทางวิชาการอ้างอิงได้ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคดังกล่าว แต่สารเคมีเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เมื่อเกาจึงเกิดเป็นบาดแผลรอยถลอก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้แน่นอน

โดยขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ทุกพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการล้างบาดแผล และ ให้ความรู้ ความเข้าใจ และเตือนเกษตรกร รวมถึงประชาชน ได้สังเกตอาการของโรค หากมีบาดแผล และมีอาการปวด บวมแดง อักเสบ ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นไข้สูง ขอให้รีบไปยัง รพ.สต.ใกล้บ้าน เพื่อล้างและทำความสะอาดแผล และเข้าสู่ระบบการรักษาตั้งแต่ต้น
ในส่วนของเกษตรกรและชาวนา ที่ต้องลงแปลงนาและสัมผัสกับดินโคลนโดยตรง ขอให้ใส่ชุดป้องกัน เช่นรองเท้าบูท ถุงมือยาง และหากมีบาดแผลทางผิวหนังให้รีบล้างน้ำสะอาดและทำแผลทันที

ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จ.น่าน/รายงาน