ชุมชนเต่างอย วันวานยังหวานฉ่ำ ขอรำลึกอีกสักครา…

268

“เต่างอย” ชมไหลเรือไฟบก เมืองแห่งสีคราม ทะเลสาบหนองหาน และการพลิกฟื้นชีวิตของชุมชน ด้วยธุรกิจชุมชน แห่งจังหวัดสกลนคร

สารภาพตรงๆว่าก่อนหน้านี้คำว่า “เต่างอย”สำหรับผม อาจเป็นเพียงคำ ที่ทำให้นึกถึงแค่ชื่อเพลงของจินตหรา พูนลาภ ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้เท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอื่นแต่อย่างใด

จวบจนเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานั่นแหละ ซึ่งตัวเองมีโอกาสได้ไปพบเจอกับชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อตรงกันกับเพลงดังกล่าว และพบว่าเป็นชุมชนอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความโดดเด่น ในเรื่องของการพยายามพัฒนาตนเองขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ

การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้น จากคำชักชวนของ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ที่ให้ข้อมูลนำเสนอเบื้องต้นว่า ชุมชนอำเภอเต่างอย ในจังหวัดสกลนคร คืออีกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จที่ควรศึกษา ทั้งเรื่องของเกษตรกรรมและการอนุรักษ์วัฒนธรรม ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะตบปากรับคำในการลงพื้นที่ เพื่อจะไปเห็นสิ่งเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง

โชคดีเหลือเกิน ที่การเดินทางมาถึงวันแรก ก็ตรงกับประเพณีที่สำคัญของพวกเขา คือประเพณีไหลเรือไฟ ที่มีที่นี่แห่งเดียวในประเทศไทยเท่านั้น

อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเห็นแย้ง ว่าเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน เพราะอาจเคยเห็นประเพณีไหลเรือไฟในหลายจังหวัด อาทิเช่นในจังหวัดนครพนม แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้ผิดแต่อย่างใด เพราะงานที่ผมได้กล่าวถึง คือ ประเพณีไหลเรือไฟบก!

การไหลเรือไฟบก คืองานสำคัญของที่นี่ มีจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งชาวบ้านจะได้นำวัสดุธรรมชาติต่างๆ มาทำเป็นเรือในรูปแบบต่างๆ อย่างวิจิตรตระการตา ส่วนใหญ่เป็นรูปจำลองของพญานาค ที่ชาวบ้านมีความศรัทธาอย่างมาก มาจัดเป็นเป็นขบวนแห่ พร้อมการฟ้อนรำที่มีเอกลักษณ์สวยงามแบบท้องถิ่น สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ร่วมชมงานเป็นอันมาก

ถึงแม้วันนั้นแดดจะร้อนมาก ผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความสนุกสนานและความสามัคคีของคนในชุมชน ในประเพณีดังกล่าว และอดชื่นชมผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ฟ้อนรำ ซึ่งประกอบด้วยคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แม่เฒ่า ไปจนถึงเด็ก ที่ร่วมขบวนรำกันอย่างพร้อมเพรียงสวยงาม เต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ย่อท้อต่อแสงแดดแจดจ้าที่แผดเผา

 

จากการพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนเต่างอย พวกเขามีความภาคภูมิใจกับประเพณีนี้มาก และหวังว่าจะเป็นงานที่สามารถช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ที่สำคัญ อีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ผู้คนนึกถึงจังหวัดสกลนคร คือการย้อมผ้าสีคราม เพราะที่นี้ถือเป็นแหล่งย้อมครามที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนในจังหวัดทุกภาคส่วน มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับครามเป็นอันมาก ขนาดในระดับชุมชนเล็กๆ อย่างเต่างอย ยังมีการส่งเสริมเรื่องนี้ไปถึงระดับเยาวชน แสดงถึงการให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

กรณีโรงเรียนเต่างอยพัฒนา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมเรียนรู้การย้อมครามขึ้นมา เพื่อสอนแก่นักเรียนและผู้ที่มีความสนใจ ซึ่งผมก็มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาสังเกตุการณ์กับเขาด้วย ทำให้รู้ว่าการย้อมครามไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด มีขั้นตอนทั้งการปลูกคราม ที่ต้องคัดเลือกสายพันธ์ การก่อหม้อครามที่ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ทำ รวมถึงการมัดย้อมเพื่อให้มีลวดลายที่แปลกแตกต่าง ซึ่งจากบรรยากาศในวันนั้น ผมได้เห็นความสนุกและความรักที่พวกเด็กๆส่งผ่านซึ่งกันและกัน ในการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เชื่อเหลือเกินว่า สีครามที่นี่จะสดใสต่อไป ไม่สูญหาย เหมือนรอยยิ้มของพวกเขา

ขณะเดียวกัน สิ่งที่โดดเด่นของพื้นที่อำเภอเต่างอย และแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน คือการร่วมกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มผลิตไม้กวาด และกลุ่มแปรรูปจากมะเขือเทศ ที่มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนครได้เข้ามาให้ความรู้ ในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างสบู่เป็นต้น เพื่อจะช่วยสร้างรายได้แก่ชาวบ้านในฐานะเป็นอาชีพเสริม

สำหรับในส่วนภาคการเกษตรนั้น ที่นี้มีโครงการที่น่าสนใจมากมาย ยกตัวอย่าง อาทิฟาร์มเรียนรู้ขนาดใหญ่ ที่เป็นทั้งแหล่งให้ความรู้แก่คนในท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ที่ผ่านมาตรฐานระดับสากล มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเป็ดอี้เหลียง หมูจินหัว ไก่งวงตุรกี และห่าน แต่สินค้าที่กลายเป็นสินค้าที่ขายดีและตลาดให้ความสนใจในขณะนี้ กลับเป็นผักพื้นบ้าน ที่ทางฟาร์มได้ส่งขายให้สโตร์ขนาดใหญ่ในจังหวัด ซึ่งสินค้าทั้งหมดทำรายได้รวมหลักแสนบาทต่อเดือนให้กับทางฟาร์ม

จากหลากหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จในชุมชน ส่วนหนึ่งบริษัทดอยคำ ได้มีบทบาทในการเข้ามาพลิกฟื้นหลายๆชีวิตของที่นี่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากแต่เดิมชาวบ้านในพื้นที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจไม่กี่ตัว เช่น ข้าว หรือมันสำปะหลัง ที่มีราคาที่ไม่แน่นอน และหลายปีที่ตกต่ำจนทำให้ยากลำบากไม่คุ้มทุน ทางดอยคำจึงสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบใหม่อีกหลายชนิด เพื่อเป็นผลผลิตส่งที่โรงงาน เช่นหม่อน ฝรั่งฮาวายสีชมพู เสาวรส และมะเขือเทศ โดยทางบริษัทมีการประกันราคารับซื้อพืชผลดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในชุมชน สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

ผมจบทริปการเดินทางครั้งนี้ ด้วยการไปล่องเรือ ที่ทะเลสาบหนองหาน อีกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดสกลนคร ซึ่งขณะรอคอยดูพระอาทิตย์กำลังจะตกนั้น ได้มีเมฆดำเข้ามาบดบังเป็นระยะๆ ทำให้รู้สึกใจคอไม่ดีเพราะกลัวจะไม่ได้ถ่ายภาพ ”ตะวันรอนที่หนองหาร”เป็นที่ระลึกอย่างที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดของวัน พระอาทิตย์ก็ลอดเมฆเหล่านั้น ส่องแสงออกมาให้ชมจนได้ ซึ่งขณะที่ดื่มด่ำกับความงดงามของสิ่งตรงหน้า ผมก็อดเปรียบเทียบภาพดังกล่าว กับอนาคตของชุมชนเต่างอยไม่ได้ว่า แม้จะมีความยากลำบากหรืออุปสรรคเพียงใด แต่หากพวกเขายังร่วมมือร่วมใจกัน ประกอบกับการได้รับความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุน เชื่อเหลือเกินว่า อนาคตของพวกเขาย่อมสดใสได้ในท้ายที่สุด

เดือนกันยายนปีนี้ อยากไปเที่ยวชุมชนเต่างอย ชมไหลเรือไฟบก จ.สกลนคร อีกสักครั้ง เพื่อคลายความคิดถึง…

โบ้-กฤฎา สง่างาม / เล่าเรื่อง