คุ้ยขยะใต้พรม”การบินไทย” ……สายการบินแห่งญาติ

589
โดย : ทวี มีเงิน
         สื่อมวลชนอาวุโส
หลังจากตกอยู่ในอาการป่วยด้วยมะเร็งร้ายอยู่ในอาการโคม่ามาหลายปี ยิ่งปีนี้มาเจอโควิด-19 ซ้ำอีกดอกอาการ“การบินไทย”ในนามสายการบินแห่งญาติ เอ้ยแห่งชาติเรียกว่าหลับแทบไม่อยากไม่ตื่นกันเลยทีเดียว จนต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการด่วน
สำหรับการบินไทยนั้นก่อตั้งเมื่อปี 2503 มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งไทยและต่างชาตินับจากวันนั้นจนถึงวันสุดท้ายในฐานะรัฐวิสาหกิจ
ปีนี้ 2563 รวมอายุ 60 ปี หากคนทำงานก็เรียกว่าปลดระวางพอดี
หากพลิกปูมการบินไทยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งก็อยู่ใต้ร่วมเงา”กองทัพอากาศ “จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมการบินไทยจึงกลายเป็น”ศาลาพักใจ”นายทหารอากาศ ระดับ พลโท พลเอกที่หลุดวงโครจร ” 5 เสืออากาศ ”
-ระบบอุปถัมภ์มีแต่คน…. ไม่มีผลงาน

ในยุคแรกๆอดีตตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) ของการบินไทย จะเป็นคนจากกองทัพอากาศมาตลอด 32 ปีกระทั่งในปี 2535 จึงเปลี่ยนมาใช้พลเรือนซึ่งเป็นคนในองค์กร คนแรก คือ ฉัตรชัย บุญยะอนันต์ คนที่สองคือ ธรรมนูญ หวั่งหลี

อีก 10 ปี พ.ศ.2545 มี DD “คนนอก”คนแรกคือ”กนก อภิรดี”แต่การบริหารไม่ราบรื่นนักจะมี ข่าวขัดแย้งกับบอร์ดบริหารออกมาเป็นระยะๆ เพราะบอร์ดยังคงมาจาก ข้าราขการ อัยการ ตำรวจ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการบิน

อดีต ดีดี.การบินไทยคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า การบินไทยมีเส้นสายภายในเยอะเกินไป มีระบบราชการมาครอบงำ คนของฝ่ายการเมืองที่ไม่มีความรู้เรื่องการบิน มานั่งเป็นบอร์ดบริหาร

ส่วนบุคคลากรที่ไม่มีความสามารถพอ แต่ได้นั่งตำแหน่งที่สำคัญ เงินเดือนสูง เนื่องจากระบบอุปถัมภ์จึงไม่เคยลดต้นทุน ไม่เคยปลดคนถ้าไม่กระทำผิดร้ายแรง

อย่างที่รู้ๆกันว่าสิทธิประโยชน์พนักงานและญาติๆในบริษัทการบินไทยไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นการ upgrade พวกญาติเพื่อน น้องเมีย ลูก เพื่อนวงแชร์ free upgrade มานั่งใน Business Class เป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย

-การสั่งซื้อเครื่องบิน ตัดสินใจผิดพลาด

บริษัทการบินไทย เริ่มประสบภาวะขาดทุนสะสม เมื่อมีการซื้อฝูงบิน A340/500/600 จำนวน 14 ลำผ่านตัวแทน ในราคาสูงถึง 96,355 ล้านบาท

นอกจากนี้การบินไทยเริ่มตัดสินใจพลาดหลายอย่าง โดยในปี 2548 การบินไทยเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ – นิวยอร์ก สัปดาห์ละ 6 เที่ยวบิน และ เปิดเส้นทางกรุงเทพฯ – ลอสแองเจลิส 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

ปรากฏว่าทั้งสองเส้นทาง มีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อไฟลท์ แค่ไม่ถึง 100 คน ทำให้บริษัทขาดทุนถึง 4,000 ล้านบาท จนสุดท้ายต้องยกเลิกเส้นทางนิวยอร์ก และ ลดเส้นทางลอสแองเจลิสลงให้น้อยลงกว่าเดิม

-บ่อทอง”ของ”นายหน้า”

ธุรกิจในการบินไทย ต้องอาศัย”เอเยนต์”หรือ”นายหน้า” ทุกอย่างไม่ว่าจะซื้ออะไรทำอะไรตั้งแต่ซื้อเครื่องบิน ซื้อของเข้าครัวการบินไทย การจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างต้องผ่านนายหน้า เวลานักการเมืองเข้ามาดูแลก็ส่งคนเข้ามาเป็นบอร์ดมาดูแลการจัดซื้อจัดจ้างเป็นจุดรั่วไหลง่ายที่สุด

การซื้อตั๋วขายตั๋วก็ต้องผ่านเอเยนต์ ทั้งเอเยนต์ขายตัวในประเทศและต่างประเทศฟันส่วนต่างพากันร่ำรวย เหล่านี้ กลายเป็นภาระที่ทำให้ขาดทุนหนักและทำให้มีต้นทุนที่สูงเวลาไปแข่งกับโลว์คอสต์ก็แพ้เพราะราคาแพงสูงกว่า หรือจะแข่งกับสายการบินระดับพรีเมียม คุณภาพก็สู้ไม่ได้

-เปิดเสรีการบินต้องแข่ง”โลคอสแอร์ไลน์”

ในปี 2545 มีการเปิดน่านฟ้าเสรีทำให้เกิดสายการบินแบบ Low Cost ในปี 2000 ทั้งโลกมีเครื่องบินพาณิชย์ 20,000 ลำ ปัจจุบันมี 46,000 ลำซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญโดยที่ทุกคนแข่งกันปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดราคา

ในปีที่มีการเปิดเสรีการบิน นักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 12 เป็น 38 ล้านคน คนบินปีละ 18 ล้านเที่ยว เป็น 110 ล้านเที่ยวแต่การแข่งขันในธุรกิจการบินสูงกลับทำให้ตั๋วไม่เคยขึ้นราคามายี่สิบปี แถมยังลดลง แต่การบินไทยกลับมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอันเนื่องมาจากการจัดซื้อ และต้นทุนบุคคลากรที่มีมากถึง 28,000 คนทำให้สู้คู่แข่งที่เป็นโลว์คอสแอร์ไลน์ไม่ได้ แววการขาดทุนเริ่มส่อเค้าตั้งแต่ครั้งนั้น

ปัญหาทั้งหมดนี้ อาจเป็นเพราะการบินไทยเป็นองค์กรใหญ่ รูปแบบองค์กรเป็นแบบ โฮลดิ้ง ไม่มีการแยกเป็น”บิสเนสยูนิต”จึงทำให้การซุกขยะไว้ใต้พรมทำได้ง่าย นั่นเอง