อยุธยา เสี่ยงถูกถอดถอนมรดกโลก กรมศิลปากร เร่งทำการบ้านส่งUNESCO

แชร์

นางสาวสุกัญญา  เบาเนิด ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุทธยา

นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังเสี่ยงถูกถอนการเป็นมรดกโลก กรมศิลปากรเร่งทำการบ้านรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการมรดกโลกปลายปีหน้า

นางสาวสุกัญญา เบาเนิด  ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วิทยากรกิจกรรมบรรยายความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีและการจัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2563 ครั้งที่ 2 เรื่อง “มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา อะไร อย่างไร?” เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2562 ณ อาคารจัดแสดง 2 พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา เผย นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังมีความเสี่ยงถูกถอดถอนจากการเป็นมรดกโลก ประเทศไทยต้องส่งรายงานความคืบหน้าให้กับคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาในวันที่ 1 ธันวาคม 2563

ส่วนหนึ่งของการบรรยาย นางสาวสุกัญญา  เบาเนิด ได้กล่าวถึงคุณค่าความโดดเด่นเป็นสากลOutstanding Universal Value (OUV)ของ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาซึ่งมีคุณค่าโดดเด่น จากความชาญฉลาดและวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตที่ได้สร้างเมือง บริเวณที่แม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี เหมาะสมในการป้องกันข้าศึกที่เข้ามารุกราน และยังเป็นเมืองท่าค้าขายกับชาวต่างประเทศ

นางสาวสุกัญญาฯกล่าวต่อไปอีกว่า ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง มั่งคั่ง และแข็งแกร่ง กรุงศรีอยุธยา ได้สร้างสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ประณีตศิลป์ ศิลปะไว้เป็นจำนวนมากซึ่งไม่เคยมีปรากฏในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในภูมิภาค และเอกลักษณ์นั้นได้ส่งผ่านไปยัง กรุงเทพมหานครฯ เมืองหลวงของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงต้องช่วยกันธำรงรักษาด้วยการ ปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์ แต่การบริหารจัดการยังคงประสบกับปัญหาและอุปสรรค นับตั้งแต่สิ่งปลูกสร้าง การบุกรุกพื้นที่โบราณสถานการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2538 และ ปี พ.ศ.2554 ทำให้โบราณสถานเกิดความเสียหายจากการถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ก็จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาถอดถอน นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ออกจากทะเบียนมรดกโลก

น.ส.สุกัญญาฯ กล่าวต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณในการซ่อมแซมปรับปรุงโบราณสถาน ปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท และได้รายงานการผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการมรดกโลกรับทราบเป็นที่เรียบร้อย  แต่ก็ยังได้รับหัวข้อให้พิจารณาในเรื่องของการซ่อมแซมโบราณสถานให้ยึดหลักการก่อสร้างแบบโบราณ ตั้งแต่การใช้อิฐ การใช้ปูนโบราณ ซึ่งในเรื่องนี้ทางอุทยานฯ ได้ทำการอบรมผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้รับเหมา ช่าง รวมถึงชาวบ้านที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อสร้างทักษะเฉพาะทางและได้เริ่มใช้วิธีการก่อสร้างแบบโบราณมาใช้ในการซ่อมแซมโบราณสถานบางแห่งไปบ้างแล้ว

นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาล่าสุด เมื่อสถานศึกษามีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสร้างอาคารคร่อม คลองเทพหมี คลองโบราณ เป็นการทำผิดพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 กรมศิลปากร ขอให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจนกระทั่งเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย

กรมศิลปากร ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก สมัยประชุมที่ 43 ที่เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-10 ก.ค.2562 และต้องชี้แจงความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2563

แต่สิ่งหนึ่งที่ทางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หนักใจก็คือการจัดการพื้นที่อุทยานฯ จากเดิมที่มีอยู่ 1,810  ไร่ ขยายเป็น3,000 ไร่   ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของการจัดการพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลก พิจารณาถึงขีดความสามารถของประเทศไทยว่าจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่

นางสาวสุกัญญา  เบาเนิด กล่าวในท้ายที่สุดว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลก ยังไม่เคยถอดถอนมรดกโลกประเทศใดออกจากทะเบียนมรดกโลก ดังนั้น ความร่วมมือจากทุกฝ่ายจะช่วยให้ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีพื้นที่ขยายจากเดิม 1,810 ไร่ เป็น 3,000 ไร่ เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นสากลที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับก็คือรายได้จากการท่องเที่ยว

ธาดา  ปรีชาชาติ รายงาน

—–

ความเป็นมาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 กรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานพระนครศรีอยุธยาพื้นที่ 1,810 ไร่ ต่อมาได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 และประกาศกำหนดเขตที่ดินเพิ่มเติมรวมพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่

ประเทศไทยยังประสบกับปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการ คณะกรรมการมรดกโลกได้ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ประเทศไทยจึงต้องส่งรายงานการดำเนินงานการแก้ปัญหาต่อคณะกรรมการมรดกโลกในทุกๆ ปี

—–


แชร์