โฆษกคสช.โต้รายงานUNระบุไทยน่าละอายย้ำให้ใช้วิจารณญาณ

102

โฆษกคสช.“ออกมาโต้มือสั่น.. กรณีรายงานจาก UN ระบุไทยน่าละอายเป็นประเทศละเมิดสิทธิ์ฯ อ้างมีกลุ่มบุคคลหยิบเอาข้อมูลบางส่วนมาโจมตีรัฐบาล-คสช.เท่านั้น ให้ใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสาร

“พ.อ.วินธัย สุวารี” โฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) กล่าวถึง กลุ่มการเมือง นำรายงานประจำปีของผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน หรือ  UN ระบุ ไทยติดใน 38 ประเทศว่าเป็น “ประเทศที่น่าละอาย” มาใช้ขยายผลเพื่อให้ดูเป็นผลลบต่อประเทศไทยนั้น ว่า การรับฟังข่าวสารทางสังคม ช่วงนี้ ต้องใช้วิจารณญาณพอสมควร พบมีบางบุคคลยังคงพยายามหยิบยกเหตุการณ์ ในวาระต่างๆ บางมุม บางข้อมูล มาแสดงความคิดเห็น หรือทัศนคติส่วนตัว เพื่อให้เกิดผลกระทบกับความน่าเชื่อถือ รัฐบาล และ คสช.

ซึ่งกรณีเรื่องรายงานประจำปีของผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของUNนั้น. เนื้อหาในรายงานอ้างว่ามีการปฏิบัติไม่ดีต่อนักสิทธิมนุษยชน โดยระบุถึง กรณีนายไมตรี จำเริญสุขสกุล และ น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ (ทนายจูน) และมีกรณีเรื่องติดตามจากรายงานของปีที่แล้ว เช่น กรณีฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภายใต้

ทั้งสามกรณี ไม่น่าเกี่ยวข้องกับความร่วมมือในด้านสิทธิมนุษยชน เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตลอด. ปัจจุบันได้มีการจัดทำมาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยได้พัฒนากระบวนการ กลไก และมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้ได้รับความปลอดภัยและสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติงานอย่างดี”

โดยจากข้อมูลที่ได้ทั้ง 3 กรณีเป็นลักษณะเหตุเฉพาะบุคคล ที่มีกรณีเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมาย จึงอาจมีการการดำเนินการเป็นไปตามหลักกฎหมายปกติ. เช่น กรณีที่เคยมีการฟ้องร้องนักสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภายใต้ ก็เป็นเรื่องที่ทางองค์กรหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ถูกนักสิทธิมนุษยชนละเมิดในเรื่องภาพลักษณ์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่มีความละเอียดอ่อน

ข้อมูลในรายงาน มีที่มาอยู่ในกรอบที่จำกัด หรืออาจมีที่มาจากเพียงบุคคลเฉพาะกลุ่ม เท่านั้น ส่วนการมีบางบุคคลนำประเด็นมาขยายผลใช้ในมุมที่เป็นลบนั้น เท่าที่มีข้อมูลพบว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลเดิม เชื่อว่าสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่รู้เท่าทัน และมีพัฒนาการในการรับฟังเรื่องราวต่างๆ อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยวิจารณญาณที่สมดุลเพียงพอ ไม่โอนเอียงไปตามกระแสเป้าหมายนัยยะทางการเมืองของบางบุคคล