กนอ.เผยสถานการณ์อุทกภัย 3 นิคมฯ อยุธยายังอยู่ในระดับปกติ สั่งรายงานเรียลไทม์

194

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดอุทกภั ยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่ อง โดยเฉพาะ 3 นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเท ค) ชี้ทุกแห่งระดับน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านยังอยู่ในระ ดับปกติ ทั้งนี้ ยังได้เผยถึงมาตรการของการป้องกั นอุทกภัย อาทิ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม การรายงานจากศูนย์เตือนภัย รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกแห่งได้เตรียมการไว้อย่า งเต็มที่

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแ ห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำแล ะการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรร มอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศ รีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเท ค) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ในการเกิดอุทกภัยสูง โดยการเตรียมความพร้อมในขณะนี้ไ ด้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้ องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำ วันแล้ว เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิค มฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดิน รอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมู ลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสต ร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุ กเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเต รียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง มีดังต่อไปนี้

1.        นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก และเขื่อนพระรามหกยังอยู่ในระดั บปกติโดย

อัตราการระบายน้ำรวมทั้ง 3 เขื่อนเท่ากับ 1,729 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยมีการก่อสร้างเป็นแนวคันดินแ บบผสมผสาน ระดับของคันดินอยู่ที่ +7.50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (MSL) รวมความยาวเขื่อน 7 กิโลเมตร สำหรับ มาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อป้อ งกันปัญหาอุทกภัยของนิคมฯ สหรัตนนครปีนี้ ล่าสุด ได้ดำเนินการขุดลอกคลองระบายน้ำ ฝนและรางระบายน้ำฝน ภายใน
นิคมฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบา ยน้ำฝนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการป ระชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ผู้ ประกอบการทราบอยู่เป็นระยะ และได้ร่วมมือกับกรมชลประทานมาร่ วมให้ข้อมูลแผนการบริหารจั ดการน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ ในปัจจุบันนิคมฯ ยังได้เตรียมปั๊มสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง ประกอบด้วย ปั๊มไฟฟ้าขนาด 5
,400 ลบ.ม./ชม. จำนวน 3 เครื่อง (อยู่ที่สถานีสูบน้ำฝน)  ปั๊มเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชม. อยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรมทั่วไป (ติดตั้งแล้ว) กำลังสูบรวม 17,400 ลบ.ม./ชม. ซึ่งเครื่องสูบน้ำทั้ง 5 เครื่อง สามารถใช้งานได้ 100%

2.       นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ได้มีการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุ ตุนิยมวิทยา และติดตามตรวจสอบระดับน้ำและ

ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครง การนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับน้ำ บริเวณจุดวัดระดับน้ำด้านนอกนิค มฯ  ที่กำหนดเป็นจุดเฝ้าระวัง 3 จุด   ได้แก่ จุดวัดระดับน้ำหน้าอำเภอบางปะอิ น(หลังเก่า) ประตูน้ำคลองจิก และประตูน้ำคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ ได้มีการเริ่มติดตามเฝ้าระวังระ ดับน้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม ซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังพบว่ายังอยู่ ในระดับปกติ และขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานีสูบน้ำ ไว้  4  สถานี  โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 18 เครื่อง ความสามารถการสูบ เท่ากับ  32,400  ลบ.ม./ชั่วโมง  รวมทั้งมีการติดตั้งปั๊มสูบน้ำสำ รองอีกจำนวน 3 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชั่วโมง  ซึ่งสถานีสูบมีการติดตั้งและตรว จสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุ กเฉิน (GENERATOR)  ขนาด 450, 500 และ 800 KVA ที่ติดตั้งไว้ทุกสถานีพร้อมน้ำมั นเชื้อเพลิงสำรอง

ด้านความสูงของคันดินนิคมอุตสาห กรรมบางปะอิน ระดับสูงสุดของเขื่อนอยู่ที่ +6.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รวมระยะทางของคันดินกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งรูปแบบเขื่อนเป็นเขื่อนดินบ ดอัดแน่นพร้อมผนังคอนกรีตเสริมค วามลาดเอียงของคันดินป้องกันการ ซึมและการกัดเซาะของน้ำด้วยแผ่น Geotextile นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมภาวะฉุ กเฉิน  และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภ าพสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุทกภัย และรายงานสถานการณ์ทุกวันต่อศูน ย์ปฏิบัติการ กนอ.  โดย นิคมฯ ได้สื่อสารให้ผู้ประกอบการภายใน ได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานกา รณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน โดยแจ้งข่าวสารให้ทราบผ่าน www.bldc.co.th แบบเรียลไทม์

3.       นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้จัดระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเ ตือนภัย

โดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่ อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระ ยา แม่น้ำป่าสัก รายงานสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิ ยมวิทยา น้ำทะเลหนุนจากกรมอุทกศาสตร์ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำ วันจากชลประทานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้ง หมดยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯ บ้านหว้าเมื่อช่วงปี2554 ได้มีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำ ท่วมตามเกณฑ์การออกแบบที่ กนอ.ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพั นธมิตรกำหนด โดยความสูงของคันดินอยู่ที่ระดั บ+5.40เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รอบพื้นที่โครงการมีสันคันกว้าง 2.50เมตรและฐานกว้าง10.60เมตร รวมระยะทางของคันดินกว่า 11กิโลเมตร รวมถึงยังได้จัดเตรียมความพร้อม ของเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์/เครื่ องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยเครื่องสูบน้ำแบบ Submersible pump จำนวน 5 เครื่อง อัตราสูบ 10,800 ลบ.ม./ชม. รวมความสามารถสูบ 54,000 ลบ.ม./ชม.             และมีเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลรอง รับ นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระน ครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ.และจังหวั ดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่ว ม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่ วม จำนวน 54 จุดทั่วพระนครศรีอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรั กษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง และอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  3.การรายงานสถานการณ์ทุกวันเพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเ สมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังห วัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมา ณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝน ที่ตกลงมาก่อน