“พุทธิพงษ์” รายงานตัวนายกฯ ปัดมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนคดี

119

“พุทธิพงษ์” มาแล้ว รายงานตัวงานเก้าอี้รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง โต้ถูกดูด ยันไม่มีเงื่อนไขทางการเมือง พูดชัดไม่รีเทิร์น ปชป.แล้ว อุบร่วมพรรคพลังประชารัฐ
หลังจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่าน เห็นชอบแต่งตั้งให้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. เป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองนั้น ต่อมา วันที่ 12 กันยายน นายพุทธิพงษ์ ได้เดินทางมาที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกวิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้ารายงานตัว พร้อมรับนโยบายการทำงาน โดยใช้เวลาเข้าพบประมาณ 50 นาที
ภายหลังนายพุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า นายกฯได้มอบหมายงานให้ติดตามผลงานที่รัฐบาลได้ทำไว้แล้ว ซึ่งมีมากพอสมควร จึงอาจจะมีการเพิ่มเติมเรื่องการสื่อสารในบางส่วนว่ารัฐบาลได้แก้ไขปัญหาอย่างไร ถึงขั้นตอนใด และจะใช้เวลาเท่าใด นอกจากนี้ ยังให้ทำหน้าที่ประสานงานแก้ไขปัญหาการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนในทุกรูปแบบ หากปัญหาใดมีความเร่งด่วนจะสรุปส่งนายกฯ โดยนายกฯได้มอบหมายให้ทำงานกับท่านโดยตรง ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.เป็นต้นไป
ยืนยันว่า การเข้ามาทำงานกับรัฐบาล ไม่มีเงื่อนไขทางการเมือง ซึ่งได้พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ซึ่งพรรคเข้าใจในการตัดสินใจ และ จะไม่กลับไปลง ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ส่วนจะลงสมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ยังเร็วเกินไปจะให้ความชัดเจน
“การรับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่มีเงื่อนไขผูกติดอะไรกับการที่พวกเราเป็น กปปส. ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณเอง อดีตเลขา กปปส. ก็ไปตั้งพรรคกรวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งไม่มีชื่อพวกผม เมื่อภารกิจของ กปปส. หมดไป ทุกคนแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง และการมาครั้งนี้ก็ไม่ได้ปรึกษานายสุเทพ โดยมีบุคลากรของรัฐบาลเป็นผู้ติดต่อมา อาจมองว่าเราทำงานการเมืองมา 18 ปี และ 2-3 ปีมานี้ ผมก็ถอยจากกิจการของพรรคไปมาก เพื่อไปอยู่กับครอบครัว ไม่ได้ออกมาพูดจาให้สื่อมวลชนได้นำเสนอ ผมจึงใช้เวลาพิจารณาอยู่สักเวลาหนึ่ง”
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า เหตุผลที่มาร่วมงานกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับการถูกดูดมาเป็นกลุ่มหลังนายณัฐพล ทีปสุวรรณ และ นายสกลธี ภัทริยะกุล ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมงานกับรัฐบาล และไม่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนคดี กปปส.ซึ่งขณะนี้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในปีหน้า จึงถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ ให้เหตุผลที่ไม่สามารถปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่ง เพราะเคยถูกผู้ใหญ่ทาบทามให้มาเป็นประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.แต่ได้ปฏิเสธเพราะติดภารกิจอยู่ แต่เมื่อถูกทาบทามเป็นครั้งที่ 2 จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ เพราะถือเป็นมารยาท และเกียรติที่ได้ถูกทาบทามเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าได้รับการทาบทามจากบุคคลใด ส่วนจะทำหน้าที่ชี้แจงประเด็นต่างๆคล้ายกับ โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ทีมโฆษกรัฐบาล ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว