แจกโบนัสคนจน !! หรือ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

215

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ตามนโยบายของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 500 บาทต่อคน เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้กับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.4 ล้านคน โดยเงื่อนไขของผู้ที่ได้รับบัตรนี้จะต้องเป็นคนที่ว่างงาน หรือมีรายได้เดือนละไม่ถึง 9,000 บาท
โดยสิทธิที่จะได้รับในบัตรนี้ ประกอบด้วย วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้าประชารัฐ 200 บาทต่อคนต่อเดือน (ผู้มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาทต่อปี) และ 300 บาทต่อคนต่อเดือน (ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่าโดยสารรถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ระบบ e-ticket/รถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าโดยสารรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน
รัฐบาล ลด แลก แจก แถม ช่วงใกล้เลือกตั้ง เล่มเกมซื้อใจคนรายได้น้อย ทำให้หลายๆคนคาใจ เงินที่เอามาแจกก็มาจากภาษีประชาชน
นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาราช บอกว่า นโยบายลด แลก แจก แถมไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะเป็นที่นิยมของประชาชน แต่ประชาชนจะเล็งเห็นถึงผลที่จะได้รับ แต่ในระยะยาวการไปตัดสินใจลงคะแนนเสียงมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ไม่ใช่ให้แล้วได้รับคะแนนเสียง ฉะนั้นการใช้นโยบายต่างๆที่ให้พี่น้องประชาชนแล้วจะได้รับในเชิงคะแนนเสียงกลับมานั้นมันไม่ใช่ทางที่ดีเสมอไป
“ซื้อเสียงคนรากหญ้าด้วยภาษีประชาชน” ไม่ต่างจากนโยบาย “ประชานิยม” ของนักการเมืองในอดีต
ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่านโยบายกระหน่ำแจกเงินส่งท้ายปีใหม่ สะท้อนว่ารัฐบาลหมดปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงใช้วิธีแจกเงินเพราะเป็นการหาเสียงที่ง่ายที่สุด แต่เป็นการเอาเงินของประเทศมาผลาญโดยไม่ได้สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และถือเป็นสาเหตุทำให้ช่องว่างคนรวยคนจนในประเทศไทยเหลื่อมล้ำหนักที่สุดในโลก
“นโยบายแจกแหลกรัฐบาลเป็นท่อส่งเงินเข้ากระเป๋าคนรวย”
แม้ว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ คนในซีกรัฐบาล จะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ได้หวังผลทางการเมือง ให้กับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า จะไม่ใช้นโยบายดังกล่าวหาเสียง
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายดังกล่าวควรที่จะต้อง ช่วยคนจริงๆเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเพียงการ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เท่านั้น