กฎหมายไซเบอร์ อำนาจล้นฟ้า ร้ายกว่า “สโนว์เดน”

180

กลับมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง เมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ… ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้ว เตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อควบคุมเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย
ทำให้หลายฝ่ายกังวล เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เขียนกำหนดอำนาจของ “คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “กปช.” ไว้อย่างกว้างขวางและคลุมเครือ “ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นฟ้า”
ก่อนหน้านี้หากจำกันได้ รัฐบาลได้มีการผลักดันโครงการ Single Gateway เพื่อหวังควบคุมเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและการไหลเข้าของข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศผ่านอินเตอร์เน็ต จนถูกกระแสสังคมต่อต้านต้องล่าถอยไป
สำหรับร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีประเด็นสำคัญ อาทิ การขยายนิยามคำว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถล้วงลึกไปถึงข้อความการโพสต์ การแชตผ่านอินเทอร์เน็ต ไอโฟน ไอแพด สมาร์ทโฟน โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ แค่อ้างเหตุอันควรสงสัยกระทบความมั่นคงของประเทศ สามารถเจาะทะลุข้อมูลส่วนตัวคนไทย 67 ล้านคน แถมบุกค้นไม่ต้องมีหมายศาล สั่งยึดคอมพิวเตอร์ได้ทันที กำหนดโทษหนักฝ่าฝืนจำคุก 3 ปีปรับ 3 แสนบาท
“ส่อขัดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7”

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์

กระทรวงดีอี ให้เหตุผลว่า เนื่องจากในปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายทั้งต่อระดับบุคคลและระดับประเทศ ซึ่งนานาประเทศให้ความสำคัญดำเนินการรับมือ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม
มาดู 2 มาตราสำคัญที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นฟ้า
มาตรา 57 ระบุไว้ว่า เลขาธิการ กปช. มีอำนาจออกคำสั่งถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้ “หยุดการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดหรือบางส่วน” ได้
หมายความว่า คอมพิวเตอร์เครื่องไหนที่กำลังเล่นอยู่ แล้วมีเหตุสงสัยว่ามีภัยคุกคามทางไซเบอร์ สามารถตัดระบบได้ทันที “และเช่นเดียวกัน เซิร์ฟเวอร์ไหนที่มีเหตุสงสัยว่าจะมีภัยคุกคาม สามารถหยุดการใช้งานได้ทันทีทั้่งเซิร์ฟเวอร์เช่นกัน”
มาตรา 58 ระบุไว้ว่า “ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรง” เลขาธิการ กปช. มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ “ยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดๆ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อการตรวจสอบหรือวิเคราะห์” โดยสามารถยึดได้ไม่เกินสามสิบวัน
. หมายความว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เช่นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทาง กปช. สามารถยึดมาตรวจสอบหรือวิเคราะห์ได้มากสุดถึง 30 วัน โดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล
“เกรียนคีย์บอร์ด ระวัง!!! อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เสี่ยงติดคุกไม่รู้ตัว”

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ้างว่า กฎหมายลักษณะนี้ทำกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทย เพื่อป้องกันและดูแลภัยทางโลกไซเบอร์ แต่ยอมรับว่า มีความใกล้เคียงกับ การละเมิดสิทธิมนุษยชน กับการทำผิดกฎหมาย ดังนั้น จึงต้องแยกแยะระหว่าง การละเมิดสิทธิมนุษยชน กับการทำผิดกฎหมาย ซึ่งต่างประเทศก็ตระหนักในเรื่องนี้ และต้องหาแนวทางให้อยู่กึ่งกลางในการดูแล ไม่ให้มีการโจมตีจนสร้างความเสียหาย ทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงความมั่นคง จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า เรื่องนี้มีความจำเป็น และกฎหมายนี้ ถ้าใครไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ต้องกลัว
นายคณาทิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่สอดคล้องตามหลักสากล พบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ไม่มีหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ร้ายยิ่งกว่าการออกมาแฉของ นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่เปิดโปงการสอดแนมของเจ้าหน้าที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ NSA และหน่วยงานการข่าวของสหรัฐ ในทุกรูปแบบอย่างไร้ข้อจำกัด ซึ่งดำเนินการไปตามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ที่ต้องแอบทำกันในทางลับ ไม่อาจออกเป็นกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนตรงๆได้ แต่ของประเทศไทยสิ่งเหล่านี้ ถูกบรรจุอยู่ในเนื้อหาร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อย่างชัดแจ้ง
นายปริญญา หอมอเนก เลขาสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ กล่าวว่า ภายในสัปดาหนี้ สมาคมฯ เตรียมจะยื่นหนังสือคัดค้านถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อให้ยกเลิกร่างกฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ฉบับนี้ และมีการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
“นักวิชาการ ร้องยี้!!! ชี้ชัดกฎหมายไซเบอร์ สอดแนมร้ายกว่า สโนว์เดน ” ล้วงตับโพสต์ ไลน์ แชต ยึดคอม-มือถือ โดยไม่ผ่านศาลได้
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งทบทวน ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์แล้ว คงต้องรอดูกันต่อไป