นายกฯ ร่วมประชุม ASEAN Leaders’ Gathering ที่อินโดฯ

99

นายกฯ ร่วมประชุม ASEAN Leaders’ Gathering ที่อินโดนีเซีย เชื่อการทำงานร่วมกันจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน

11 ต.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร เพื่อเข้าร่วมการประชุม ASEAN Leaders’ Gathering ณ บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.0 แมกนิจูติ นอกชายฝั่งเกาะชวาและบาหลี โดยนายกฯ รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้นแล้ว และไม่มีท่าทางสีหน้าที่ตกใจแต่อย่างใด

สำหรับ การประชุม ASEAN Leader’s Gathering จัดขึ้นในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ปี 2561 (2018 Annual Meetings of the IMF and World Bank Group) ที่อินโดนิเซียเป็นเจ้าภาพ โดยจะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ผู้นำอาเซียนจะได้แสดงบทบาทนำ เพื่อร่วมกันผลักดันวาระสำคัญต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะด้านการเงินและการคลัง ที่กำลังเป็นความท้าทายอย่างมากในปัจจุบัน ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับความมั่นคงทางการเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งร่วมกันแสวงหาความร่วมมือในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดช่องว่างการพัฒนา

ต่อมา เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ที่โรงแรม Sofitel Nusa Dua Bali บาหลี พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “Achieving SDGs and Overcoming Development Gap through Regional and Global Collaborative Actions” ในการประชุม ASEAN Leaders’ Gathering ร่วมกับผู้นำอาเซียนและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน นายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ นางคริสติน ลาการ์ด กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และนายแพทย์ จิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลก

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงพัฒนาการของอาเซียนว่า อาเซียนเติบโตอย่างมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับท้าทายจากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และทางเทคโนโลยี เกี่ยวเนื่องไปถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนกับ UN IMF และ World Bank ให้เข้มแข็งมากขึ้น ใน 3 ประเด็นหลักๆ ประการแรก คือ การส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคและของโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องไม่สนับสนุนนโยบายการกีดกันทางการค้า เพื่อรักษาพลวัตของการค้าเสรีและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก และความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว โดยคำนึงถึงบริบทและความท้าทายที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญ รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิออกเสียงให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ในการส่งเสริมบทบาทการรักษาความมั่นคงของระบบการเงินโลกร่วมกัน

ประการที่สอง การสร้างความเชื่อมโยง อาเซียนจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งความเชื่อมโยงทางกายภาพ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง และความเชื่อมโยงที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ความเชื่อมโยงทางดิจิทัล กฎระเบียบ และระหว่างประชาชนกับประชาชน ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมกับการให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมืออื่น ๆ อาทิ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) Belt and Road Initiative ของจีน และ Quality Infrastructure ของญี่ปุ่น ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาเซียน ทั้งนี้ องค์การระหว่างประเทศสามารถเข้ามาสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้อาเซียนเกิดความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในทุกด้านด้วยได้

ประการสุดท้าย การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนความเชื่อมโยงระหว่างการบรรลุวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 นั้น เพื่อให้อาเซียนเป็นประชาคมที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และสามารถบรรลุ SDGs ด้วยได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย อาเซียน สหประชาชาติ และธนาคารโลก ยังต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ในการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในทุกระดับ รวมทั้งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ไทยสนับสนุนแนวทางประชารัฐ ที่เป็นการทำงานแบบเครือข่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร และเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างอาเซียนกับองค์การระหว่างประเทศจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของประชาชนแน่นอน

นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ที่เกาะซูลาเวซี พร้อมทั้งส่งความปรารถนาดีและแรงใจจากชาวไทยให้อินโดนีเซียกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ภาพจาก thaigov.go.th